Website คืออะไร? รู้จักส่วนประกอบ ประเภท และการทำงานของเว็บไซต์

Website หรือเว็บไซต์ คือกลุ่มของหน้าเว็บและทรัพยากรดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันภายใต้ชื่อโดเมนเดียว ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ผ่าน Web Browser เช่น Google Chrome, Safari, Firefox หรือ Microsoft Edge โดยพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ คลิกลิงก์ หรือค้นหาผ่าน Search Engine
เว็บไซต์อาจประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ วิดีโอ แบบฟอร์ม ระบบสมาชิก ระบบชำระเงิน ร้านค้าออนไลน์ และฟังก์ชันอื่นตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของเว็บไซต์
บางเว็บไซต์มีเพียงไม่กี่หน้าเพื่อแนะนำบริษัท ขณะที่เว็บไซต์ขนาดใหญ่อาจมีบทความ สินค้า บัญชีผู้ใช้งาน และข้อมูลหลายล้านหน้า ดังนั้นคำว่า Website ไม่ได้หมายถึงหน้าเว็บเพียงหน้าเดียว แต่หมายถึงระบบของหน้าและข้อมูลที่ทำงานร่วมกันภายใต้โครงสร้างเดียว
ปัจจุบันเว็บไซต์ถูกนำมาใช้ทั้งด้านธุรกิจ การศึกษา ข่าวสาร ความบันเทิง การสื่อสาร การขายสินค้า และการให้บริการออนไลน์ การมีเว็บไซต์จึงไม่ได้เป็นเพียงการมีพื้นที่แนะนำองค์กร แต่สามารถเป็นทั้งช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูล ระบบบริการลูกค้า และทรัพย์สินดิจิทัลของธุรกิจได้
หัวข้อ
Website คืออะไร
คำว่า Website แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่
- Web หมายถึงระบบเอกสารและทรัพยากรที่เชื่อมโยงกันบนอินเทอร์เน็ต
- Site หมายถึงสถานที่หรือพื้นที่หนึ่ง
เมื่อนำมารวมกัน Website จึงหมายถึงพื้นที่บนเว็บที่รวบรวมหน้าและข้อมูลต่าง ๆ ไว้ภายใต้ชื่อหรือที่อยู่เดียวกัน
เว็บไซต์ทั่วไปอาจประกอบด้วยหน้าเหล่านี้
- หน้าแรก
- หน้าเกี่ยวกับเรา
- หน้าบริการ
- หน้าสินค้า
- หน้าบทความ
- หน้าติดต่อ
- หน้าคำถามที่พบบ่อย
- หน้านโยบายความเป็นส่วนตัว
- หน้าเข้าสู่ระบบ
- หน้าตะกร้าสินค้าและชำระเงิน
แต่ละหน้าสามารถเชื่อมโยงกันผ่านเมนู ปุ่ม Breadcrumb และ Internal Link เพื่อให้ผู้ใช้งานเดินทางไปยังข้อมูลที่ต้องการได้ง่าย
Web Page กับ Website ต่างกันอย่างไร
Web Page หรือหน้าเว็บ คือเอกสารหนึ่งหน้าที่เปิดดูผ่าน Browser ส่วน Website คือกลุ่มของหน้าเว็บหลายหน้าที่อยู่ภายใต้โดเมนเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น
example.comคือเว็บไซต์example.com/about/คือหน้าเกี่ยวกับเราexample.com/services/คือหน้าบริการexample.com/contact/คือหน้าติดต่อ
MDN อธิบายว่า Web Page โดยทั่วไปหมายถึงเอกสาร HTML หนึ่งหน้าที่แสดงผ่าน Browser ขณะที่เว็บไซต์มักเริ่มต้นจากหน้าแรกและเชื่อมโยงไปยังหน้าอื่นภายในเว็บไซต์เดียวกัน
| หัวข้อ | Web Page | Website |
|---|---|---|
| ความหมาย | หน้าเว็บหนึ่งหน้า | กลุ่มของหน้าเว็บ |
| จำนวน URL | หนึ่ง URL | หลาย URL |
| ตัวอย่าง | หน้าบริการหนึ่งหน้า | เว็บไซต์บริษัททั้งหมด |
| การเชื่อมโยง | อาจเชื่อมไปหน้าอื่น | รวมโครงสร้างหลายหน้า |
| ขอบเขต | เนื้อหาเฉพาะหน้า | ระบบเว็บไซต์ทั้งหมด |
Website กับ Homepage ต่างกันอย่างไร
Homepage คือหน้าแรกของเว็บไซต์ ไม่ใช่เว็บไซต์ทั้งหมด
เมื่อผู้ใช้งานเปิดชื่อโดเมนหลัก เช่น example.com ระบบมักแสดง Homepage ซึ่งทำหน้าที่แนะนำภาพรวมและนำทางไปยังส่วนสำคัญ
Homepage อาจมีข้อมูลต่อไปนี้
- ชื่อและจุดเด่นของธุรกิจ
- บริการหลัก
- สินค้าหรือผลงานเด่น
- รีวิวลูกค้า
- บทความล่าสุด
- ปุ่มติดต่อหรือสั่งซื้อ
- ลิงก์ไปยังหน้าสำคัญ
การเปรียบเทียบง่าย ๆ คือ Website เหมือนบ้านทั้งหลัง ส่วน Homepage เหมือนประตูหน้าและห้องรับแขก
Website กับ Internet ต่างกันอย่างไร
Internet คือเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทั่วโลก ส่วน World Wide Web หรือ Web เป็นบริการหนึ่งที่ทำงานบนอินเทอร์เน็ต
เว็บไซต์เป็นส่วนหนึ่งของ Web และต้องอาศัยระบบอินเทอร์เน็ตในการส่งข้อมูลระหว่าง Server กับอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน
อินเทอร์เน็ตยังรองรับบริการอื่นนอกเหนือจากเว็บไซต์ เช่น
- อีเมล
- การรับส่งไฟล์
- การโทรผ่านอินเทอร์เน็ต
- ระบบ Cloud
- เกมออนไลน์
- ระบบส่งข้อความ
- Internet of Things
ดังนั้น Internet, Web และ Website จึงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
Website ทำงานอย่างไร
เมื่อผู้ใช้งานพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ใน Browser จะเกิดกระบวนการหลายขั้นตอนภายในเวลาอันสั้น
1. ผู้ใช้งานกรอกชื่อโดเมน
ตัวอย่างเช่น
example.com
ชื่อโดเมนช่วยให้ผู้ใช้งานจดจำและเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายกว่าการจำหมายเลข IP Address
ICANN อธิบายว่า Domain Name System หรือ DNS ช่วยเชื่อมชื่อโดเมนที่มนุษย์อ่านได้กับที่อยู่ที่ระบบคอมพิวเตอร์ใช้ค้นหา Server บนเครือข่าย
2. DNS ค้นหาที่อยู่ของ Server
Browser จะสอบถามระบบ DNS เพื่อค้นหาว่าโดเมนนั้นเชื่อมกับ IP Address ใด
กระบวนการนี้คล้ายกับการค้นหาหมายเลขโทรศัพท์จากชื่อบุคคลในสมุดรายชื่อ
3. Browser ส่งคำขอไปยัง Server
เมื่อพบ Server แล้ว Browser จะส่ง HTTP Request เพื่อขอไฟล์หรือข้อมูลของหน้าเว็บ
HTTP เป็น Protocol ที่ใช้รับส่งเอกสารและทรัพยากรบนเว็บระหว่าง Client เช่น Browser กับ Web Server
4. Server ประมวลผลคำขอ
Server จะตรวจสอบว่า Browser ขอหน้าใด จากนั้นอาจ
- ส่งไฟล์ HTML กลับทันที
- ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล
- ตรวจสอบบัญชีผู้ใช้งาน
- ประมวลผลคำสั่ง
- สร้างหน้าเว็บแบบ Dynamic
- ส่งข้อมูลผ่าน API
5. Server ส่งข้อมูลกลับ
ข้อมูลที่ส่งกลับอาจประกอบด้วย
- HTML
- CSS
- JavaScript
- รูปภาพ
- วิดีโอ
- Font
- ข้อมูล JSON
- ไฟล์เอกสาร
6. Browser ประกอบและแสดงหน้าเว็บ
Browser อ่าน HTML เพื่อสร้างโครงสร้างหน้า โหลด CSS สำหรับกำหนดรูปลักษณ์ และประมวลผล JavaScript เพื่อเพิ่มการโต้ตอบ
MDN อธิบายว่า Browser จะขอเอกสาร HTML ก่อน จากนั้นจึงเรียกไฟล์เพิ่มเติม เช่น CSS, JavaScript, รูปภาพ และวิดีโอ ก่อนประกอบเป็นหน้าเว็บที่ผู้ใช้งานเห็น
Client และ Server คืออะไร
การทำงานของเว็บไซต์ส่วนใหญ่อยู่บนแนวคิด Client–Server
Client
Client คืออุปกรณ์หรือโปรแกรมของผู้ใช้งานที่ส่งคำขอไปยังเว็บไซต์ เช่น
- คอมพิวเตอร์
- โทรศัพท์มือถือ
- Tablet
- Web Browser
- Application
Server
Server คือเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบที่เก็บไฟล์ ประมวลผลคำขอ และส่งข้อมูลกลับไปยัง Client
Server อาจทำหน้าที่หลายประเภท เช่น
- Web Server
- Database Server
- Mail Server
- File Server
- Application Server
เว็บไซต์ขนาดเล็กอาจใช้ Server เดียว ขณะที่เว็บไซต์ขนาดใหญ่อาจใช้ Server หลายเครื่อง ระบบ Cloud และ Content Delivery Network ร่วมกัน
ส่วนประกอบสำคัญของเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่เปิดใช้งานได้จริงมักประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วน
1. Domain Name
Domain Name หรือชื่อโดเมน คือชื่อที่ใช้ระบุและเข้าถึงเว็บไซต์ เช่น
example.com
ชื่อโดเมนไม่ใช่ตัวเว็บไซต์ และไม่ใช่ URL ทั้งหมด แต่เป็นส่วนหนึ่งของที่อยู่บนเว็บ ICANN ระบุว่าชื่อโดเมน เว็บไซต์ และ URL เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกันแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ชื่อโดเมนที่ดีควร
- จดจำง่าย
- พิมพ์ง่าย
- ไม่ยาวเกินไป
- สอดคล้องกับแบรนด์
- ลดโอกาสสะกดผิด
- ไม่มีเครื่องหมายที่ไม่จำเป็น
- เลือกนามสกุลให้เหมาะกับวัตถุประสงค์
ตัวอย่างนามสกุลโดเมน ได้แก่
.com.co.th.net.org.ac.th.go.th
2. Web Hosting
Web Hosting คือพื้นที่และทรัพยากรสำหรับเก็บไฟล์และระบบของเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ตได้
Hosting มีหลายประเภท เช่น
- Shared Hosting
- WordPress Hosting
- VPS
- Cloud Hosting
- Dedicated Server
- Managed Hosting
การเลือก Hosting ควรพิจารณา
- จำนวนผู้เข้าชม
- ขนาดเว็บไซต์
- ระบบที่ใช้
- พื้นที่จัดเก็บ
- ความเร็ว
- ความปลอดภัย
- ระบบสำรองข้อมูล
- การช่วยเหลือทางเทคนิค
- ความสามารถในการขยายระบบ
3. Web Server
Web Server อาจหมายถึงทั้งเครื่อง Server และ Software ที่รับ HTTP Request และส่งข้อมูลของเว็บไซต์กลับไปยัง Browser
Software ที่เกี่ยวข้องกับ Web Server ได้แก่
- Apache
- Nginx
- LiteSpeed
- Microsoft IIS
เจ้าของเว็บไซต์ทั่วไปไม่จำเป็นต้องจัดการ Web Server โดยตรง หากใช้ Hosting ที่มีผู้ให้บริการดูแลระบบให้
4. HTML
HTML ย่อมาจาก HyperText Markup Language เป็นภาษามาร์กอัปที่ใช้กำหนดโครงสร้างของหน้าเว็บ
HTML ใช้สร้างส่วนต่าง ๆ เช่น
- หัวข้อ
- ย่อหน้า
- ลิงก์
- รูปภาพ
- ตาราง
- แบบฟอร์ม
- รายการ
- ปุ่ม
- วิดีโอ
HTML เปรียบได้กับโครงสร้างของอาคาร ซึ่งกำหนดว่าหน้าเว็บมีส่วนใดและเรียงลำดับอย่างไร
5. CSS
CSS ย่อมาจาก Cascading Style Sheets ใช้ควบคุมรูปลักษณ์ของหน้าเว็บ เช่น
- สี
- Font
- ขนาดข้อความ
- ระยะห่าง
- พื้นหลัง
- เส้นขอบ
- ตำแหน่ง
- Layout
- การแสดงผลบนมือถือ
หาก HTML เป็นโครงสร้างของบ้าน CSS ก็เปรียบเหมือนการตกแต่ง ทาสี และจัดวางเฟอร์นิเจอร์
6. JavaScript
JavaScript ช่วยเพิ่มพฤติกรรมและการโต้ตอบให้หน้าเว็บ เช่น
- เมนูเปิด–ปิด
- Slider
- Popup
- การตรวจสอบแบบฟอร์ม
- การกรองสินค้า
- ระบบค้นหา
- แผนที่
- การโหลดข้อมูลโดยไม่เปลี่ยนหน้า
- ระบบตะกร้าสินค้า
HTML, CSS และ JavaScript ถือเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ Browser ใช้ประกอบและแสดงเว็บไซต์
7. Database
Database หรือฐานข้อมูล ใช้เก็บข้อมูลที่เว็บไซต์ต้องเรียกใช้และแก้ไข เช่น
- บทความ
- รายละเอียดสินค้า
- บัญชีสมาชิก
- รายการคำสั่งซื้อ
- รีวิว
- ข้อมูลการจอง
- ข้อความจากแบบฟอร์ม
- การตั้งค่าระบบ
เว็บไซต์แบบ Static อาจไม่จำเป็นต้องมีฐานข้อมูล แต่เว็บไซต์ Dynamic ส่วนใหญ่มักใช้งานฐานข้อมูล
8. Content Management System
Content Management System หรือ CMS คือระบบที่ช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์เพิ่ม แก้ไข และจัดการเนื้อหาได้โดยไม่ต้องเขียน Code ทุกครั้ง
ตัวอย่างงานที่ CMS ช่วยจัดการ ได้แก่
- สร้างหน้า
- เขียนบทความ
- อัปโหลดรูป
- จัดหมวดหมู่
- จัดการเมนู
- จัดการสมาชิก
- ปรับ SEO
- ติดตั้งส่วนเสริม
WordPress เป็นตัวอย่าง CMS ที่นิยมใช้กับเว็บไซต์หลายประเภท ตั้งแต่ Blog เว็บไซต์บริษัท ไปจนถึงร้านค้าออนไลน์
9. URL
URL หรือ Uniform Resource Locator คือที่อยู่ของทรัพยากรบนเว็บ
ตัวอย่าง
https://example.com/services/seo
URL อาจประกอบด้วย
- Protocol:
https:// - Domain:
example.com - Path:
/services/seo/ - Parameter:
?source=google - Fragment:
#contact
URL ที่ดีควรอ่านเข้าใจได้ ไม่ยาวเกินไป และสะท้อนเนื้อหาของหน้า
10. SSL และ HTTPS
SSL/TLS ช่วยเข้ารหัสข้อมูลที่รับส่งระหว่าง Browser และ Server ส่วน HTTPS คือการใช้ HTTP ผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัส
เว็บไซต์ควรใช้ HTTPS โดยเฉพาะหน้าที่มี
- แบบฟอร์มติดต่อ
- ระบบสมาชิก
- ข้อมูลส่วนบุคคล
- ระบบชำระเงิน
- การเข้าสู่ระบบ
ผู้ใช้งานมักเห็นสัญลักษณ์รูปแม่กุญแจบริเวณแถบที่อยู่ เมื่อการเชื่อมต่อ HTTPS ทำงานตามปกติ
11. เนื้อหา
เนื้อหาคือเหตุผลสำคัญที่ผู้ใช้งานเข้ามายังเว็บไซต์ ประกอบด้วย
- ข้อความ
- รูปภาพ
- Infographic
- วิดีโอ
- Audio
- ตาราง
- เครื่องมือ
- เอกสาร
- แบบฟอร์ม
- รีวิว
เว็บไซต์ที่ออกแบบสวยแต่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ อาจไม่สามารถตอบความต้องการของผู้ใช้งานหรือสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้
เว็บไซต์มีกี่ประเภท
เว็บไซต์สามารถแบ่งได้หลายแบบตามวัตถุประสงค์ รูปแบบเนื้อหา และระบบที่ใช้งาน เว็บไซต์หนึ่งแห่งอาจอยู่ในหลายประเภทพร้อมกัน
1. เว็บไซต์บริษัท
เว็บไซต์บริษัทใช้แนะนำองค์กร สินค้า บริการ ความเชี่ยวชาญ และช่องทางติดต่อ
หน้าสำคัญมักประกอบด้วย
- หน้าแรก
- เกี่ยวกับเรา
- บริการ
- ผลงาน
- ลูกค้าของเรา
- บทความ
- ติดต่อเรา
เหมาะกับบริษัท ร้านค้า ผู้รับเหมา สำนักงานวิชาชีพ Agency และผู้ให้บริการทุกประเภท
2. เว็บไซต์ธุรกิจบริการ
เน้นนำเสนอรายละเอียดบริการ พื้นที่ให้บริการ ราคา ขั้นตอนทำงาน และการขอใบเสนอราคา
ตัวอย่างเช่น
- บริษัทรับทำเว็บไซต์
- บริษัทรับทำ SEO
- สำนักงานบัญชี
- คลินิก
- โรงแรม
- บริษัทก่อสร้าง
- บริการขนส่ง
- ที่ปรึกษาธุรกิจ
เป้าหมายหลักมักเป็นการสร้าง Lead เช่น โทรศัพท์ ส่งแบบฟอร์ม นัดหมาย หรือเพิ่ม Line
3. เว็บไซต์ E-commerce
เว็บไซต์ E-commerce ใช้ขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ โดยมักมีระบบ
- รายการสินค้า
- หมวดหมู่
- ค้นหาและกรอง
- ตะกร้าสินค้า
- Coupon
- ชำระเงิน
- ติดตามคำสั่งซื้อ
- บัญชีลูกค้า
- จัดการ Stock
ร้านค้าออนไลน์ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความเร็ว ข้อมูลสินค้า และประสบการณ์การสั่งซื้อ
4. Blog
Blog เป็นเว็บไซต์หรือส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ที่เผยแพร่บทความเป็นประจำ เนื้อหาอาจจัดเรียงตามวันที่ หมวดหมู่ ผู้เขียน หรือหัวข้อ
Blog สามารถใช้เพื่อ
- แบ่งปันความรู้
- สร้าง Personal Brand
- สนับสนุน SEO
- ตอบคำถามลูกค้า
- รีวิวสินค้า
- สร้างรายได้จากโฆษณา
- ทำ Affiliate Marketing
5. เว็บไซต์ข่าว
เว็บไซต์ข่าวเผยแพร่ข้อมูลเหตุการณ์ปัจจุบันและอัปเดตเนื้อหาบ่อย มีโครงสร้างหมวดหมู่ ผู้เขียน วันที่เผยแพร่ และระบบค้นหาที่ชัดเจน
เว็บไซต์ประเภทนี้ต้องให้ความสำคัญกับ
- ความถูกต้อง
- ความรวดเร็ว
- แหล่งข่าว
- วันที่อัปเดต
- ประวัติผู้เขียน
- การแก้ไขข้อมูล
- ประสิทธิภาพของ Server
6. เว็บไซต์การศึกษา
ใช้เผยแพร่หลักสูตร บทเรียน เอกสาร และระบบการเรียนรู้
อาจมีฟังก์ชัน
- สมัครเรียน
- ดูวิดีโอ
- ทำแบบทดสอบ
- ส่งงาน
- ออกใบรับรอง
- ติดตามความคืบหน้า
- ห้องเรียนออนไลน์
7. Portfolio Website
Portfolio Website ใช้แสดงผลงาน ความสามารถ และประสบการณ์ของบุคคลหรือทีมงาน
เหมาะกับ
- Designer
- ช่างภาพ
- Developer
- Architect
- นักเขียน
- Artist
- Agency
- Freelancer
ควรแสดงผลงานที่คัดเลือกแล้ว พร้อมอธิบายโจทย์ กระบวนการ และผลลัพธ์ ไม่ควรมีเพียงรูปภาพโดยไม่มีบริบท
8. Landing Page
Landing Page คือหน้าที่สร้างขึ้นเพื่อเป้าหมายเฉพาะ เช่น
- ลงทะเบียน
- ขอใบเสนอราคา
- ดาวน์โหลดเอกสาร
- ซื้อสินค้า
- สมัครกิจกรรม
- จองบริการ
Landing Page มักลดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นและมี Call to Action ชัดเจน
Landing Page อาจเป็นเพียงหน้าหนึ่งภายในเว็บไซต์ ไม่จำเป็นต้องเป็นเว็บไซต์แยกเสมอไป
9. Web Portal
Web Portal เป็นศูนย์รวมข้อมูลหรือบริการหลายประเภท และมักปรับเนื้อหาตามผู้ใช้งาน
ตัวอย่างฟังก์ชัน ได้แก่
- Dashboard
- ข่าวสารภายใน
- เอกสาร
- ระบบพนักงาน
- ระบบนักศึกษา
- ข้อมูลลูกค้า
- การเข้าสู่ระบบตามสิทธิ์
10. Membership Website
เว็บไซต์สมาชิกกำหนดให้ผู้ใช้งานสมัครบัญชีหรือชำระเงินเพื่อเข้าถึงเนื้อหาบางส่วน
อาจใช้กับ
- คอร์สออนไลน์
- ชุมชนเฉพาะทาง
- รายงานพิเศษ
- วิดีโอ
- Template
- Software
- บริการ Subscription
11. Forum และ Community Website
เป็นพื้นที่ให้ผู้ใช้งานตั้งคำถาม ตอบ แสดงความคิดเห็น และสร้างเนื้อหา
ระบบสำคัญประกอบด้วย
- บัญชีผู้ใช้
- กระทู้
- Comment
- การแจ้งเตือน
- ระบบรายงาน
- Moderator
- การป้องกัน Spam
12. Search Engine
Search Engine เป็นเว็บไซต์หรือระบบที่ช่วยค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลหรือหน้าเว็บจำนวนมาก
องค์ประกอบอาจประกอบด้วย
- ระบบรวบรวมข้อมูล
- Index
- Algorithm จัดลำดับ
- ช่องค้นหา
- หน้าผลการค้นหา
13. Social Networking Website
ใช้สร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนเนื้อหาระหว่างผู้ใช้งาน เช่น
- Profile
- Feed
- Follow
- Message
- Group
- Comment
- Reaction
- Live Streaming
14. Directory Website
Directory Website รวบรวมรายชื่อธุรกิจ สถานที่ บุคคล หรือแหล่งข้อมูลตามหมวดหมู่
อาจมีระบบ
- ค้นหา
- กรองตามพื้นที่
- รีวิว
- แผนที่
- ข้อมูลติดต่อ
- Claim Listing
- แพ็กเกจสมาชิก
15. Web Application
Web Application เป็นระบบที่ผู้ใช้งานสามารถทำงานผ่าน Browser ได้มากกว่าการอ่านข้อมูล เช่น
- ระบบบัญชี
- Project Management
- CRM
- โปรแกรมออกแบบ
- ระบบจอง
- Dashboard วิเคราะห์ข้อมูล
เส้นแบ่งระหว่าง Website กับ Web Application อาจไม่ชัดเจน เพราะเว็บไซต์สมัยใหม่จำนวนมากมีทั้งเนื้อหาและระบบโต้ตอบอยู่ร่วมกัน
ตารางเปรียบเทียบประเภทเว็บไซต์
| ประเภท | วัตถุประสงค์หลัก | ฟังก์ชันสำคัญ |
|---|---|---|
| เว็บไซต์บริษัท | แนะนำองค์กร | บริการ ผลงาน ติดต่อ |
| เว็บไซต์บริการ | สร้าง Lead | แบบฟอร์ม โทร นัดหมาย |
| E-commerce | ขายสินค้า | สินค้า ตะกร้า ชำระเงิน |
| Blog | เผยแพร่ความรู้ | บทความ หมวดหมู่ ผู้เขียน |
| เว็บไซต์ข่าว | รายงานเหตุการณ์ | ข่าวล่าสุด หมวดข่าว |
| เว็บไซต์การศึกษา | สอนและอบรม | บทเรียน แบบทดสอบ |
| Portfolio | แสดงผลงาน | Gallery และ Case Study |
| Landing Page | สร้าง Conversion | CTA และแบบฟอร์ม |
| Membership | จำกัดสิทธิ์เนื้อหา | Login และ Subscription |
| Community | สร้างการสนทนา | กระทู้ Comment Profile |
| Directory | รวบรวมรายชื่อ | ค้นหา กรอง รีวิว |
| Web Application | ทำงานออนไลน์ | Dashboard และระบบเฉพาะ |
Static Website กับ Dynamic Website ต่างกันอย่างไร
Static Website
Static Website ส่งไฟล์ที่เตรียมไว้แล้วให้ Browser โดยเนื้อหามักเหมือนกันสำหรับผู้ใช้งานทุกคน
ข้อดี:
- โหลดได้เร็ว
- ระบบไม่ซับซ้อน
- ดูแล Server ง่าย
- มีจุดโจมตีน้อยกว่าในบางกรณี
ข้อจำกัด:
- แก้ไขหลายหน้าได้ยาก
- ระบบสมาชิกและฐานข้อมูลทำได้จำกัด
- ไม่เหมาะกับเนื้อหาที่อัปเดตบ่อย หากไม่มีระบบช่วยสร้างไฟล์
Dynamic Website
Dynamic Website สามารถสร้างหรือปรับข้อมูลตามฐานข้อมูล ผู้ใช้งาน เวลา หรือคำสั่งที่ได้รับ
ตัวอย่างเช่น
- ร้านค้าแสดงสินค้าจากฐานข้อมูล
- เว็บไซต์สมาชิกแสดงข้อมูลตามบัญชี
- เว็บไซต์ข่าวแสดงบทความล่าสุด
- ระบบจองแสดงเวลาว่าง
- Dashboard แสดงข้อมูลเฉพาะผู้ใช้
ข้อดี:
- จัดการเนื้อหาได้สะดวก
- รองรับระบบที่ซับซ้อน
- ปรับข้อมูลตามผู้ใช้ได้
- เหมาะกับเว็บไซต์ขนาดใหญ่
ข้อจำกัด:
- ต้องดูแลระบบมากขึ้น
- ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
- อาจใช้ทรัพยากร Server มากกว่า
- ต้องปรับประสิทธิภาพอย่างเหมาะสม
Responsive Website คืออะไร
Responsive Website คือเว็บไซต์ที่ปรับ Layout ขนาดข้อความ รูปภาพ และองค์ประกอบให้เหมาะกับขนาดหน้าจอโดยอัตโนมัติ
เว็บไซต์ควรใช้งานได้บน
- Desktop
- Notebook
- Tablet
- โทรศัพท์มือถือ
การรองรับมือถือไม่ใช่เพียงการทำให้หน้าเว็บย่อเล็กลง แต่ต้องคำนึงถึง
- ขนาดตัวอักษร
- ระยะห่างปุ่ม
- เมนู
- แบบฟอร์ม
- ตาราง
- ความเร็ว
- รูปภาพ
- Popup
- การเลื่อนหน้าจอ
ประโยชน์ของเว็บไซต์ต่อธุรกิจ
สร้างความน่าเชื่อถือ
เว็บไซต์ที่มีข้อมูลบริษัท บริการ ผลงาน และช่องทางติดต่อชัดเจน ช่วยให้ลูกค้าตรวจสอบธุรกิจได้ก่อนตัดสินใจ
เป็นช่องทางของธุรกิจเอง
บัญชี Social Media อยู่ภายใต้กฎของแต่ละแพลตฟอร์ม แต่เว็บไซต์และโดเมนที่ธุรกิจดูแลเองให้การควบคุมด้านเนื้อหา โครงสร้าง และข้อมูลมากกว่า
รองรับการค้นหาผ่าน Google
เว็บไซต์สามารถสร้างหน้าให้ตรงกับคำค้นหาของลูกค้า เช่น
- ชื่อบริการ
- ปัญหาที่ลูกค้าพบ
- พื้นที่ให้บริการ
- ราคา
- วิธีเลือก
- การเปรียบเทียบ
- คำถามก่อนซื้อ
การทำ SEO ที่ดีช่วยให้หน้าเหล่านี้มีโอกาสปรากฏในผลการค้นหา แต่ต้องอาศัยทั้งเนื้อหา โครงสร้าง ประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือ
เปิดให้บริการได้ตลอดเวลา
ผู้ใช้งานสามารถอ่านข้อมูล ดูสินค้า ส่งแบบฟอร์ม หรือสั่งซื้อได้โดยไม่จำกัดเวลาทำการของหน้าร้าน
ลดคำถามซ้ำจากลูกค้า
เว็บไซต์สามารถรวบรวม
- รายละเอียดบริการ
- ราคาเบื้องต้น
- ขั้นตอนทำงาน
- ระยะเวลา
- เงื่อนไข
- คำถามที่พบบ่อย
ช่วยให้ลูกค้าเตรียมข้อมูลและตัดสินใจได้เร็วขึ้น
เก็บข้อมูลและวัดผลได้
สามารถติดตั้งระบบวิเคราะห์เพื่อดู
- จำนวนผู้เข้าชม
- หน้าที่ได้รับความนิยม
- แหล่งที่มาของผู้เข้าชม
- การคลิกปุ่ม
- การส่งแบบฟอร์ม
- การซื้อสินค้า
- อุปกรณ์ที่ใช้
- เส้นทางก่อน Conversion
เชื่อมต่อระบบอื่นได้
เว็บไซต์สามารถเชื่อมต่อกับ
- CRM
- ระบบชำระเงิน
- ระบบจอง
- Email Marketing
- Live Chat
- ระบบขนส่ง
- Social Media
- Analytics
- ระบบบัญชี
- API ภายนอก
เว็บไซต์เหมาะกับใคร
เว็บไซต์มีประโยชน์กับทั้งบุคคลและองค์กร เช่น
- บริษัท
- ร้านค้า
- ผู้ให้บริการ
- Freelancer
- Creator
- สถานศึกษา
- หน่วยงาน
- สมาคม
- โรงแรม
- ร้านอาหาร
- คลินิก
- ผู้จัดกิจกรรม
- ผู้ขายสินค้าออนไลน์
- ผู้เชี่ยวชาญ
- องค์กรไม่แสวงหากำไร
แม้ธุรกิจจะมี Social Media อยู่แล้ว เว็บไซต์ยังช่วยรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและรองรับการค้นหาจากผู้ที่ยังไม่รู้จักแบรนด์
เว็บไซต์ที่ดีควรมีอะไรบ้าง
จุดประสงค์ชัดเจน
ผู้ใช้งานควรเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร ให้บริการใคร และควรทำอะไรต่อ
โครงสร้างเข้าใจง่าย
เมนูและหมวดหมู่ควรสะท้อนสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการค้นหา ไม่ควรใช้ชื่อเมนูที่คลุมเครือ
เนื้อหาครบถ้วน
แต่ละหน้าควรตอบคำถามสำคัญของผู้ใช้งาน ไม่เขียนเพียงข้อความโฆษณาโดยไม่มีรายละเอียด
รองรับมือถือ
ปุ่ม เมนู ตาราง และแบบฟอร์มต้องใช้งานบนหน้าจอขนาดเล็กได้
โหลดเร็ว
รูปภาพควรถูกปรับขนาด ระบบควรใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และ Hosting ต้องรองรับจำนวนผู้ใช้งาน
มีความปลอดภัย
ควรใช้ HTTPS อัปเดตระบบ สำรองข้อมูล และจำกัดสิทธิ์ผู้ดูแล
มี Call to Action
ควรบอกผู้ใช้งานว่าขั้นตอนถัดไปคืออะไร เช่น
- ติดต่อเรา
- ขอใบเสนอราคา
- นัดหมาย
- สั่งซื้อ
- ดาวน์โหลด
- สมัครสมาชิก
- อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
มีข้อมูลติดต่อชัดเจน
ควรมีช่องทางที่ตรวจสอบและใช้งานได้จริง เช่น โทรศัพท์ อีเมล แบบฟอร์ม หรือที่อยู่ธุรกิจ
มีการดูแลต่อเนื่อง
เว็บไซต์ไม่ควรถูกสร้างแล้วปล่อยทิ้ง ควรตรวจสอบลิงก์เสีย ข้อมูลเก่า ระบบความปลอดภัย และประสิทธิภาพเป็นระยะ
Website ช่วย SEO อย่างไร
เว็บไซต์เป็นพื้นที่ที่เจ้าของธุรกิจสามารถสร้างเนื้อหาและโครงสร้างให้ตรงกับ Search Intent ของกลุ่มเป้าหมาย
องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับ SEO ได้แก่
- โครงสร้าง URL
- Title และ Meta Description
- Heading
- เนื้อหา
- Internal Link
- รูปภาพ
- Structured Data
- Sitemap
- Robots
- Canonical
- ความเร็ว
- Mobile Usability
- Backlink
- ประสบการณ์ผู้ใช้งาน
อย่างไรก็ตาม การมีเว็บไซต์ไม่ได้หมายความว่าจะติดอันดับโดยอัตโนมัติ เว็บไซต์ต้องมีหน้าที่ตอบคำถามผู้ค้นหาและเปิดให้ Search Engine เข้าถึง ประมวลผล และทำความเข้าใจได้
Website, Domain และ Hosting ต่างกันอย่างไร
| องค์ประกอบ | ความหมาย | เปรียบเทียบกับบ้าน |
|---|---|---|
| Domain | ชื่อที่ใช้เข้าถึงเว็บไซต์ | ที่อยู่บ้าน |
| Hosting | พื้นที่เก็บเว็บไซต์ | ที่ดินหรือพื้นที่บ้าน |
| Website | หน้า เนื้อหา และระบบทั้งหมด | ตัวบ้าน |
| Browser | โปรแกรมที่ใช้เปิดเว็บไซต์ | พาหนะที่ใช้เดินทาง |
| DNS | ระบบเชื่อมชื่อโดเมนกับ Server | ระบบค้นหาที่อยู่ |
| Server | ระบบจัดเก็บและส่งข้อมูล | สถานที่ที่บ้านตั้งอยู่ |
การมีเพียงชื่อโดเมนยังไม่ถือว่ามีเว็บไซต์ หากยังไม่มี Hosting หรือระบบที่แสดงเนื้อหา
วิธีสร้างเว็บไซต์
1. กำหนดเป้าหมาย
ก่อนเริ่มสร้าง ควรตอบให้ได้ว่าเว็บไซต์มีไว้เพื่ออะไร เช่น
- แนะนำบริษัท
- หาลูกค้า
- ขายสินค้า
- รับจอง
- เผยแพร่บทความ
- แสดงผลงาน
- สร้างสมาชิก
- ให้บริการออนไลน์
2. กำหนดกลุ่มเป้าหมาย
ต้องรู้ว่าผู้ใช้งานคือใคร มีปัญหาอะไร และต้องการข้อมูลใดก่อนตัดสินใจ
3. วางโครงสร้างเว็บไซต์
ตัวอย่างโครงสร้างเว็บไซต์บริษัท:
- หน้าแรก
- เกี่ยวกับเรา
- บริการ
- บริการ A
- บริการ B
- บริการ C
- ผลงาน
- บทความ
- คำถามที่พบบ่อย
- ติดต่อเรา
4. เลือกชื่อโดเมน
ควรเป็นชื่อที่สะท้อนแบรนด์ จดจำง่าย และใช้ต่อเนื่องได้ในระยะยาว
5. เลือก Hosting
เลือกตามระบบ จำนวนผู้เข้าชม งบประมาณ และระดับการดูแลที่ต้องการ
6. เลือกวิธีพัฒนา
ทางเลือกหลัก ได้แก่
- ใช้ Website Builder
- ใช้ CMS
- ใช้ WordPress
- เขียน Code เอง
- จ้าง Freelancer
- จ้าง Agency
- พัฒนา Web Application เฉพาะ
7. ออกแบบ UX และ UI
ควรเริ่มจากเส้นทางของผู้ใช้งานและโครงสร้างข้อมูล ก่อนตัดสินใจเรื่องสีหรือภาพตกแต่ง
8. เตรียมเนื้อหา
รวบรวมข้อความ รูปภาพ ราคา เงื่อนไข รีวิว และข้อมูลติดต่อให้ครบก่อนเปิดเว็บไซต์
9. พัฒนาและทดสอบ
ตรวจสอบอย่างน้อย
- Desktop และมือถือ
- เมนู
- ปุ่ม
- แบบฟอร์ม
- Link
- ความเร็ว
- การแสดงผล
- การชำระเงิน
- อีเมลแจ้งเตือน
- หน้า 404
- HTTPS
10. เปิดใช้งานและดูแลต่อเนื่อง
หลังเปิดเว็บไซต์ควร
- สำรองข้อมูล
- อัปเดตระบบ
- ตรวจความปลอดภัย
- วิเคราะห์ผู้เข้าชม
- เพิ่มเนื้อหา
- ตรวจ SEO
- ปรับ Conversion
- ตรวจข้อมูลที่ล้าสมัย
ทำเว็บไซต์เองหรือจ้างทำ
ทำเว็บไซต์เอง
เหมาะกับผู้ที่
- มีเวลาเรียนรู้
- เว็บไซต์ไม่ซับซ้อน
- ต้องการควบคุมงบประมาณ
- พร้อมแก้ปัญหาทางเทคนิค
- สามารถจัดทำเนื้อหาเอง
ข้อดี:
- ลดค่าแรงเริ่มต้น
- แก้ไขเองได้
- เรียนรู้ระบบโดยตรง
ข้อจำกัด:
- ใช้เวลา
- อาจเกิดข้อผิดพลาดด้านโครงสร้าง
- ต้องดูแลความปลอดภัยเอง
- คุณภาพขึ้นอยู่กับประสบการณ์
จ้างทำเว็บไซต์
เหมาะกับผู้ที่
- ต้องการมาตรฐานระดับธุรกิจ
- ไม่มีเวลาพัฒนาเอง
- ต้องการระบบเฉพาะ
- ต้องเชื่อมต่อหลายระบบ
- ต้องการผู้ดูแลระยะยาว
ก่อนจ้างควรสอบถาม
- ขอบเขตงาน
- จำนวนหน้า
- ระบบที่ใช้
- การเป็นเจ้าของโดเมนและ Hosting
- การแก้ไขงาน
- การรับประกัน
- การสำรองข้อมูล
- การดูแลหลังส่งมอบ
- SEO ที่รวมในโครงการ
- ค่าใช้จ่ายต่ออายุ
ค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์มีอะไรบ้าง
ต้นทุนเว็บไซต์อาจประกอบด้วย
- ค่าจด Domain
- ค่า Hosting
- ค่าพัฒนา
- ค่าออกแบบ
- ค่าเขียนเนื้อหา
- ค่าถ่ายภาพ
- ค่า Plugin หรือ Software
- ค่าเชื่อมต่อระบบ
- ค่าดูแล
- ค่าความปลอดภัย
- ค่า SEO
- ค่าโฆษณา
ราคาแตกต่างกันตามความซับซ้อน ไม่ควรเปรียบเทียบจากจำนวนหน้าเพียงอย่างเดียว เพราะเว็บไซต์ที่มีหน้าเท่ากันอาจใช้ระบบและเวลาพัฒนาต่างกันมาก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำเว็บไซต์
เริ่มออกแบบโดยไม่กำหนดเป้าหมาย
ทำให้เว็บไซต์สวยแต่ไม่ช่วยให้ผู้ใช้งานตัดสินใจหรือติดต่อธุรกิจ
รวมทุกบริการไว้หน้าเดียว
หากแต่ละบริการมีรายละเอียดและ Search Intent ต่างกัน ควรมีหน้าบริการเฉพาะเพื่ออธิบายให้ครบ
เนื้อหาน้อยเกินไป
การมีเพียงชื่อบริการและข้อความสั้น ๆ อาจไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่กำลังเปรียบเทียบผู้ให้บริการ
ใช้ภาพขนาดใหญ่
ทำให้เว็บไซต์โหลดช้า โดยเฉพาะบนมือถือ
ไม่มีระบบสำรองข้อมูล
เมื่อเว็บไซต์เสีย ติด Malware หรืออัปเดตผิดพลาด อาจไม่สามารถกู้คืนได้
ไม่อัปเดตระบบ
CMS, Theme และ Plugin ที่ล้าสมัยอาจเกิดปัญหาความเข้ากันได้และความปลอดภัย
ไม่มี Call to Action
ผู้ใช้งานอ่านข้อมูลจบแล้วไม่รู้ว่าควรติดต่อหรือดำเนินการอย่างไร
พึ่ง Social Media อย่างเดียว
ข้อมูลสำคัญกระจายอยู่ในหลายโพสต์ ค้นหายาก และขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแพลตฟอร์ม
ไม่ตรวจสอบเว็บไซต์บนมือถือ
เว็บไซต์อาจดูดีบนคอมพิวเตอร์แต่ปุ่มเล็ก ตารางล้น หรือแบบฟอร์มใช้งานไม่ได้บนโทรศัพท์
Checklist ก่อนเปิดเว็บไซต์
- ชื่อธุรกิจถูกต้อง
- ข้อมูลติดต่อครบ
- Domain และ HTTPS ทำงาน
- เมนูเปิดได้ทุกหน้า
- ไม่มีลิงก์เสีย
- ไม่มีข้อความตัวอย่าง
- รูปภาพมีคุณภาพ
- แบบฟอร์มส่งได้
- อีเมลแจ้งเตือนทำงาน
- รองรับมือถือ
- โหลดเร็วพอสมควร
- มีหน้า Privacy Policy
- มีระบบสำรองข้อมูล
- มี Analytics
- มี Search Console
- มี Sitemap
- หน้าไม่ถูกตั้ง Noindex โดยผิดพลาด
- มี Title และ Meta Description
- มีหน้า 404
- ตรวจการสะกด
- มี Call to Action
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Website
Website คืออะไร
Website คือกลุ่มของหน้าเว็บและทรัพยากรที่เชื่อมโยงกันภายใต้ชื่อโดเมนเดียว ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงผ่าน Browser และอินเทอร์เน็ต
Website กับ Web Page ต่างกันอย่างไร
Web Page คือหน้าเดียว ส่วน Website คือกลุ่มของหลายหน้า เช่น หน้าแรก หน้าบริการ และหน้าติดต่อที่อยู่ในระบบเดียวกัน
Website ต้องมี Domain ไหม
เว็บไซต์สาธารณะควรมี Domain เพื่อให้เข้าถึงและจดจำง่าย แม้ในทางเทคนิคอาจเปิดผ่าน IP Address หรือ Subdomain ของผู้ให้บริการได้
Domain กับ Website เหมือนกันไหม
ไม่เหมือนกัน Domain คือชื่อที่ใช้เข้าถึง ส่วน Website คือเนื้อหาและระบบที่แสดงเมื่อเปิดชื่อนั้น
Website ต้องมี Hosting ไหม
ต้องมีระบบสำหรับเก็บและส่งไฟล์เว็บไซต์ อาจเป็น Hosting, Cloud Platform, Server ขององค์กร หรือบริการ Website Builder
Website ต้องเขียน Code หรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป สามารถใช้ CMS หรือ Website Builder ได้ แต่ระบบเฉพาะทางอาจต้องใช้การเขียน Code
Website ฟรีได้ไหม
สามารถเริ่มจากบริการฟรีบางประเภทได้ แต่อาจมีข้อจำกัดด้าน Domain, โฆษณา, พื้นที่, ฟังก์ชัน และการควบคุมข้อมูล
Website ช่วยให้ขายดีขึ้นไหม
เว็บไซต์ช่วยเพิ่มช่องทางค้นหา ให้ข้อมูล และสร้าง Conversion ได้ แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสินค้า เนื้อหา UX, SEO, การตลาด และความน่าเชื่อถือ ไม่ได้เกิดจากการมีเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว
เว็บไซต์บริษัทควรมีกี่หน้า
ไม่มีจำนวนตายตัว ควรมีหน้าเพียงพอที่จะอธิบายบริษัท บริการ ผลงาน และช่องทางติดต่อ หากมีหลายบริการที่ Intent ต่างกัน ควรแยกหน้าบริการให้ชัดเจน
Website ต้องดูแลบ่อยแค่ไหน
ควรตรวจสอบความปลอดภัย การสำรองข้อมูล แบบฟอร์ม และการอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเนื้อหาควรปรับเมื่อข้อมูล ราคา บริการ หรือเงื่อนไขเปลี่ยนแปลง
Website กับ Social Media ควรเลือกอะไร
ควรใช้ร่วมกัน Social Media เหมาะกับการสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วม ส่วน Website เหมาะกับการรวบรวมข้อมูล การค้นหาผ่าน Search Engine และการสร้างระบบของธุรกิจเอง
สรุป Website คืออะไร
Website คือระบบของหน้าเว็บ เนื้อหา และฟังก์ชันที่เชื่อมโยงกันภายใต้ชื่อโดเมนเดียว ผู้ใช้งานเปิดเว็บไซต์ผ่าน Browser ซึ่งส่งคำขอไปยัง Server และรับ HTML, CSS, JavaScript รวมถึงทรัพยากรอื่นกลับมาแสดงผล
เว็บไซต์หนึ่งแห่งอาจเป็นเว็บไซต์บริษัท ร้านค้าออนไลน์ Blog, Portfolio, Community, Web Application หรือรวมหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน
การสร้างเว็บไซต์ที่ดีไม่ควรเริ่มจากความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากเป้าหมาย กลุ่มผู้ใช้งาน โครงสร้างข้อมูล เนื้อหา ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และขั้นตอนที่ต้องการให้ผู้ใช้งานดำเนินการ
สำหรับธุรกิจ เว็บไซต์สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล ช่องทางสร้างลูกค้า พื้นที่ขายสินค้า และทรัพย์สินดิจิทัลที่พัฒนาได้ในระยะยาว แต่ต้องได้รับการดูแลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจึงจะสร้างผลลัพธ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
แหล่งอ้างอิง
- Mozilla Developer Network. How the Web Works. MDN Web Docs.
- Mozilla Developer Network. How Browsers Load Websites. MDN Web Docs.
- Mozilla Developer Network. HTTP: Hypertext Transfer Protocol. MDN Web Docs.
- Mozilla Developer Network. Browsing the Web and Web Page Fundamentals. MDN Web Docs.
- Internet Corporation for Assigned Names and Numbers. The Domain Name System. ICANN.
- Internet Corporation for Assigned Names and Numbers. About Domain Names. ICANN.
ติดต่อเรา
หากคุณสนใจบริการด้านการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ WordPress, SEO, Backlink, Google Maps SEO, Local SEO เราพร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต
- Facebook : Devil Backlink
- LINE : Devil Backlink
- เว็บไซต์ : www.devilbacklink.com
- แผนที่ : Devil Backlink
