Semrush คืออะไร? เครื่องมือวิเคราะห์ SEO คีย์เวิร์ด คู่แข่ง และ Backlink

Semrush คือแพลตฟอร์มสำหรับวิเคราะห์และวางแผนการตลาดดิจิทัล โดยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะเครื่องมือ SEO ที่ช่วยค้นหาคีย์เวิร์ด วิเคราะห์เว็บไซต์คู่แข่ง ตรวจสอบปัญหาทางเทคนิค ติดตามอันดับ และวิเคราะห์ Backlink
ผู้ใช้งานสามารถนำข้อมูลจาก Semrush มาประกอบการตัดสินใจได้ตั้งแต่ก่อนสร้างเว็บไซต์ วางโครงสร้างเนื้อหา หาโอกาสจากคีย์เวิร์ด ตรวจสอบเว็บไซต์ ไปจนถึงติดตามผลหลังปรับ SEO
ปัจจุบัน Semrush ไม่ได้มีเพียงเครื่องมือ SEO แบบดั้งเดิม แต่มีเครื่องมือเกี่ยวกับการมองเห็นของแบรนด์ในระบบค้นหาที่ใช้ AI การโฆษณา เนื้อหา Local Marketing และการจัดทำรายงานด้วย อย่างไรก็ตาม เครื่องมือและสิทธิ์ใช้งานจริงจะแตกต่างกันตาม Toolkit และแพ็กเกจที่เลือก
บทความนี้จะอธิบายว่า Semrush คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง แต่ละเครื่องมือเหมาะกับงานประเภทใด รวมถึงข้อดี ข้อจำกัด และวิธีเริ่มใช้งานอย่างเป็นระบบ
หัวข้อ
Semrush คืออะไร
Semrush เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลและเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์การมองเห็นของเว็บไซต์และแบรนด์บนช่องทางดิจิทัล
ในด้าน SEO ผู้ใช้งานสามารถใช้ Semrush เพื่อทำงานสำคัญ เช่น
- วิเคราะห์ภาพรวมของโดเมน
- ค้นหา Keyword
- ตรวจสอบ Keyword ของคู่แข่ง
- เปรียบเทียบช่องว่างด้านเนื้อหา
- ตรวจสอบอันดับ
- วิเคราะห์ Backlink
- ตรวจสอบ Technical SEO
- หาโอกาสปรับปรุง On-page SEO
- ติดตามคู่แข่ง
- จัดทำรายงานให้ลูกค้าหรือทีมงาน
Semrush ระบุว่า SEO Toolkit ของตนมีเครื่องมือและรายงานมากกว่า 20 รายการ ครอบคลุม Keyword Research, Backlink Management, Rank Tracking, On-page SEO และ Technical SEO Audit
Semrush จึงไม่ใช่เครื่องมือที่กดปุ่มแล้วทำให้เว็บไซต์ติดอันดับทันที แต่เป็นระบบที่ช่วยรวบรวมข้อมูล ชี้โอกาส และสนับสนุนการตัดสินใจ ผู้ใช้งานยังต้องวิเคราะห์ข้อมูล วางกลยุทธ์ และปรับเว็บไซต์ด้วยตนเอง
Semrush อ่านว่าอะไร
Semrush มักอ่านเป็นภาษาไทยว่า เซมรัช
ชื่อเดิมของแบรนด์เคยถูกเขียนในรูปแบบ “SEMrush” ซึ่งทำให้หลายคนเข้าใจว่าเน้น Search Engine Marketing โดยเฉพาะ ปัจจุบันแบรนด์ใช้รูปแบบ “Semrush”
ไม่ว่าจะเขียนว่า Semrush หรือ SEMrush โดยทั่วไปหมายถึงแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่สำหรับบทความและเนื้อหาปัจจุบันควรใช้การเขียนตามชื่อแบรนด์ว่า Semrush
Semrush ใช้ทำอะไร
Semrush สามารถใช้ได้ในหลายขั้นตอนของกระบวนการ SEO ตั้งแต่การวิจัยก่อนสร้างเนื้อหาไปจนถึงการติดตามผลหลังเผยแพร่
งานหลักที่ Semrush ช่วยได้
| งาน | ตัวอย่างการใช้งาน |
|---|---|
| Keyword Research | หาคีย์เวิร์ด ปริมาณค้นหา และคำที่เกี่ยวข้อง |
| Competitor Research | ตรวจสอบคำค้นหาและหน้าที่สร้างทราฟฟิกให้คู่แข่ง |
| Site Audit | ตรวจปัญหา Crawl, HTTPS, Internal Link และประสิทธิภาพ |
| Position Tracking | ติดตามอันดับตามคีย์เวิร์ด พื้นที่ และอุปกรณ์ |
| Backlink Analysis | ดู Backlink และ Referring Domain |
| Backlink Audit | ตรวจสอบลิงก์ที่อาจมีสัญญาณน่าสงสัย |
| Content Planning | หา Content Gap และหัวข้อที่ควรสร้าง |
| Reporting | สร้าง Dashboard และรายงานผล |
| AI Visibility | ตรวจสอบการปรากฏของแบรนด์ในคำตอบจากระบบ AI |
ข้อมูลของ Semrush เป็นข้อมูลจากฐานข้อมูลและระบบรวบรวมข้อมูลของ Semrush เอง จึงควรนำไปใช้ร่วมกับข้อมูลจริงจาก Google Search Console, Google Analytics และระบบหลังบ้านของเว็บไซต์ ไม่ควรมองว่าตัวเลขทุกค่าคือข้อมูลจริงของเว็บไซต์แบบสมบูรณ์
เครื่องมือสำคัญของ Semrush
1. Domain Overview
Domain Overview เป็นเครื่องมือสำหรับดูภาพรวมของโดเมนหนึ่งในหน้ารายงานเดียว เหมาะสำหรับการประเมินเว็บไซต์ตัวเองหรือสำรวจคู่แข่งเบื้องต้น
รายงานสามารถแสดงข้อมูลด้านต่าง ๆ เช่น
- Organic Search
- Paid Search
- Backlink
- คีย์เวิร์ด
- หน้าสำคัญ
- คู่แข่ง
- การมองเห็นใน AI Search
Semrush อธิบายว่า Domain Overview แสดงภาพรวมเกี่ยวกับ Organic Traffic, Paid Traffic, Backlink และ AI Visibility ของโดเมน เพื่อใช้ประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน และเลือกหัวข้อที่จะวิเคราะห์ต่อ
Domain Overview เหมาะกับอะไร
- ตรวจคู่แข่งอย่างรวดเร็ว
- ประเมินขนาดเว็บไซต์
- ดูแนวโน้ม Organic Traffic โดยประมาณ
- ค้นหาคำค้นหาสำคัญ
- หาเว็บไซต์คู่แข่งที่อาจยังไม่รู้จัก
- ดูประเทศที่เว็บไซต์มีการมองเห็น
- เตรียมข้อมูลก่อนทำ SEO Audit
ข้อควรระวัง
Organic Traffic ในเครื่องมือประเภทนี้เป็นค่าประมาณจากอันดับ คีย์เวิร์ด และแบบจำลองของแพลตฟอร์ม ไม่ใช่จำนวนผู้เข้าชมจริงจาก Analytics
จึงควรใช้เพื่อเปรียบเทียบแนวโน้มมากกว่านำไปสรุปเป็นยอดผู้เข้าชมจริงของบริษัทอื่น
2. Organic Research
Organic Research ใช้ตรวจสอบการมองเห็นของโดเมนจากผลการค้นหาแบบ Organic
ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ได้ เช่น
- Keyword ที่โดเมนมีอันดับ
- ตำแหน่งของ Keyword
- หน้าที่มีอันดับ
- การเปลี่ยนแปลงของตำแหน่ง
- SERP Features
- คู่แข่ง Organic
- การกระจายอันดับ
เครื่องมือนี้มีประโยชน์มากในการตรวจคู่แข่ง เพราะช่วยตอบคำถามว่า
- คู่แข่งได้ผู้เข้าชมจากหัวข้อใด
- หน้าใดเป็นหน้าสำคัญของคู่แข่ง
- คู่แข่งมีอันดับจากคีย์เวิร์ดอะไร
- เว็บไซต์เรายังขาดหัวข้อใด
- คีย์เวิร์ดใดของคู่แข่งกำลังเติบโต
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรคัดลอกหัวข้อของคู่แข่งทั้งหมด ควรใช้ข้อมูลเพื่อหา Search Intent และสร้างเนื้อหาที่ให้ข้อมูลดีกว่า ชัดเจนกว่า หรือเหมาะกับกลุ่มลูกค้าของเรามากกว่า
3. Keyword Overview
Keyword Overview ใช้ตรวจสอบภาพรวมของคำค้นหาหนึ่งคำ
ข้อมูลที่มักพบ ได้แก่
- Search Volume
- Keyword Difficulty
- Search Intent
- Cost Per Click
- Competition
- Trend
- Keyword Variations
- Questions
- SERP Analysis
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยประเมินว่าคีย์เวิร์ดมีความต้องการค้นหาแบบใด แข่งขันสูงเพียงใด และผลการค้นหาปัจจุบันประกอบด้วยเนื้อหาประเภทใด
วิธีใช้ Keyword Overview ให้มีประโยชน์
ไม่ควรเลือกคีย์เวิร์ดจาก Search Volume สูงที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูร่วมกันอย่างน้อย 4 เรื่อง
- คำค้นหาตรงกับธุรกิจหรือไม่
- Search Intent เหมาะกับหน้าที่จะสร้างหรือไม่
- เว็บไซต์มีโอกาสแข่งขันได้หรือไม่
- คีย์เวิร์ดมีโอกาสสร้าง Lead หรือยอดขายหรือไม่
คีย์เวิร์ดที่ค้นหาน้อยกว่าแต่อธิบายความต้องการชัดเจน อาจมีคุณค่าต่อธุรกิจมากกว่าคีย์เวิร์ดกว้างที่มี Volume สูง
4. Keyword Magic Tool
Keyword Magic Tool ใช้ขยายคีย์เวิร์ดตั้งต้นให้เป็นรายการคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเช่น หากเริ่มจากคำว่า “Backlink” อาจพบกลุ่มคำค้นหาเกี่ยวกับ
- Backlink คืออะไร
- วิธีสร้าง Backlink
- Backlink ราคา
- Backlink คุณภาพ
- Dofollow Backlink
- ตรวจสอบ Backlink
- ซื้อ Backlink ดีไหม
ผู้ใช้งานสามารถกรอง Keyword ตามเงื่อนไข เช่น
- Search Intent
- Search Volume
- Keyword Difficulty
- จำนวนคำ
- คำที่ต้องมี
- คำที่ไม่ต้องการ
- SERP Features
- Cost Per Click
Semrush นำเสนอเครื่องมือ Keyword Research สำหรับค้นหาโอกาส ปรับเนื้อหาเดิม และติดตามคำค้นหาบนอุปกรณ์กับพื้นที่ต่าง ๆ
Keyword Magic Tool เหมาะกับใคร
- นักเขียนบทความ
- SEO Specialist
- เจ้าของเว็บไซต์
- E-commerce
- Agency
- ผู้วาง Content Plan
- ผู้ทำ Google Ads
วิธีใช้สร้าง Topic Cluster
- ใส่ Seed Keyword
- แยกกลุ่มคำตามหัวข้อ
- ตรวจ Search Intent
- เลือกคำหลักสำหรับ Pillar Page
- เลือกคำเฉพาะสำหรับบทความย่อย
- ตรวจว่าหัวข้อใดซ้ำกัน
- วาง Internal Link ระหว่างบทความ
วิธีนี้ช่วยลดการสร้างหลายบทความที่ตอบคำถามเดียวกันและลดความเสี่ยงของ Keyword Cannibalization
5. Keyword Gap
Keyword Gap ใช้เปรียบเทียบ Keyword ระหว่างเว็บไซต์ตัวเองกับคู่แข่งหลายราย
เครื่องมือนี้ช่วยค้นหากลุ่มคำ เช่น
- คำที่คู่แข่งมีอันดับแต่เว็บไซต์เรายังไม่มี
- คำที่ทุกเว็บไซต์มีอันดับร่วมกัน
- คำที่เว็บไซต์เรามีอันดับดีกว่าคู่แข่ง
- คำที่เว็บไซต์เรามีอันดับอ่อนกว่า
- โอกาสสร้างหรือปรับปรุงเนื้อหา
ตัวอย่างการนำไปใช้
เว็บไซต์ขายรถยนต์อาจเปรียบเทียบกับเว็บไซต์คู่แข่งแล้วพบว่าเว็บไซต์อื่นมีบทความเกี่ยวกับ
- ค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถ EV
- อายุแบตเตอรี่
- การติดตั้ง Wall Charger
- รถ EV สำหรับครอบครัว
- การเดินทางระยะไกล
จากนั้นต้องพิจารณาต่อว่าหัวข้อเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสินค้าและกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์หรือไม่ ไม่ใช่สร้างทุกหัวข้อตามคู่แข่งโดยอัตโนมัติ
6. Position Tracking
Position Tracking ใช้ติดตามอันดับของชุดคีย์เวิร์ดที่กำหนดไว้ โดยสามารถตั้งค่าตามพื้นที่ อุปกรณ์ และ Search Engine ได้
Semrush ระบุว่า Position Tracking ตรวจสอบอันดับแบบรายวันตาม Search Engine, Device และ Location รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงของคู่แข่งและ SERP Features
ข้อมูลที่นำไปใช้ได้ เช่น
- อันดับล่าสุด
- อันดับเพิ่มหรือลด
- Visibility
- Estimated Traffic
- SERP Features
- Landing Page
- คู่แข่งในชุดคีย์เวิร์ด
- การกระจายอันดับ
Position Tracking ต่างจาก Google Search Console อย่างไร
Position Tracking ใช้ชุดคีย์เวิร์ดและการตั้งค่าที่ผู้ใช้งานกำหนด เพื่อเฝ้าติดตามตำแหน่งตามเป้าหมาย
Google Search Console แสดงข้อมูล Query ที่เว็บไซต์ได้รับ Impression หรือ Click จริงจาก Google Search แต่ข้อมูลและวิธีคำนวณตำแหน่งเฉลี่ยแตกต่างจากเครื่องมือติดตามอันดับ
จึงควรใช้ร่วมกันดังนี้
- ใช้ Position Tracking ติดตามคีย์เวิร์ดเป้าหมาย
- ใช้ Search Console ตรวจ Impression, Click, CTR และ Query จริง
- ใช้ Analytics ตรวจพฤติกรรมและ Conversion
- ใช้ระบบขายหรือ CRM ตรวจผลลัพธ์ทางธุรกิจ
7. Site Audit
Site Audit เป็นเครื่องมือสำหรับ Crawl เว็บไซต์และตรวจสอบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ Technical SEO และ On-page บางส่วน
รายงาน Site Audit สามารถช่วยตรวจเรื่องต่าง ๆ เช่น
- Crawlability
- robots.txt
- HTTPS
- Internal Linking
- Performance
- International SEO
- หน้า Error
- Redirect
- Metadata
- Duplicate Content บางประเภท
- Core Web Vitals
Semrush ระบุว่าหน้า Site Audit Overview แสดงค่าประเมิน Site Health และเชื่อมไปยังรายงานเกี่ยวกับ robots.txt, Crawlability, HTTPS, International SEO, Performance และ Internal Linking
ประเภทปัญหาที่มักแสดง
Semrush มักจัดปัญหาเป็นระดับ เช่น
- Errors
- Warnings
- Notices
แต่ความสำคัญของปัญหาไม่ได้ขึ้นอยู่กับป้ายกำกับเพียงอย่างเดียว เช่น Error บางรายการอาจเกิดกับหน้าที่ไม่สำคัญ ขณะที่ Warning บางรายการอาจกระทบหน้าที่สร้างรายได้
ผู้ตรวจจึงควรพิจารณา
- หน้าที่ได้รับผลกระทบ
- จำนวน URL
- Search Intent
- สถานะ Index
- Organic Traffic
- Conversion
- สาเหตุจริง
- ความเสี่ยงเมื่อแก้ไข
Site Health Score หมายถึงอะไร
Site Health เป็นคะแนนประเมินภายในของ Semrush เพื่อช่วยติดตามสภาพทางเทคนิค ไม่ใช่คะแนนจาก Google และไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง
เว็บไซต์ที่ได้คะแนนสูงยังอาจมีเนื้อหาไม่ตรง Intent หรือไม่มีความน่าเชื่อถือ ขณะที่เว็บไซต์คะแนนไม่เต็มอาจยังมีอันดับดีจากหลายปัจจัย
8. On Page SEO Checker
On Page SEO Checker ใช้สร้างแนวคิดและคำแนะนำในการปรับหน้าเว็บ โดยอาจอ้างอิงจากหน้าเป้าหมาย คีย์เวิร์ด และคู่แข่งในผลการค้นหา
คำแนะนำอาจเกี่ยวข้องกับ
- เนื้อหา
- Keyword
- Semantic Terms
- Internal Link
- Backlink
- Technical Issues
- User Experience
- SERP Features
คำแนะนำควรถูกใช้เป็นรายการตรวจสอบ ไม่ควรแก้ตามทุกข้อโดยไม่ประเมินบริบท
ตัวอย่างเช่น หากเครื่องมือแนะนำให้เพิ่มคำบางคำ ผู้เขียนควรตรวจว่าคำนั้นช่วยอธิบายเนื้อหาจริงหรือไม่ ไม่ใช่เพิ่มคำเพื่อให้คะแนนสูงขึ้นเท่านั้น
9. Backlink Analytics
Backlink Analytics ใช้วิเคราะห์ Link Profile ของเว็บไซต์ตัวเองหรือคู่แข่ง
ข้อมูลสำคัญ ได้แก่
- จำนวน Backlink
- Referring Domains
- Anchor Text
- หน้าเป้าหมาย
- ประเภทลิงก์
- ลิงก์ใหม่
- ลิงก์ที่หาย
- ประเทศหรือ TLD
- Authority Score
Semrush อธิบายว่า Backlink Analytics ช่วยวิเคราะห์ Link Profile ของเว็บไซต์และคู่แข่ง โดยมีรายงาน ตัวกรอง และข้อมูลจากฐานข้อมูล Backlink ของแพลตฟอร์ม
วิธีใช้วิเคราะห์คู่แข่ง
- ใส่โดเมนคู่แข่ง
- ดู Referring Domains
- ตรวจหน้าที่ได้รับลิงก์มาก
- แยก Linkable Asset
- ตรวจ Anchor Text
- หาเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
- ประเมินโอกาสทำ Outreach
- หลีกเลี่ยงเว็บไซต์คุณภาพต่ำ
ไม่ควรคัดลอก Backlink ของคู่แข่งทุกลิงก์ เพราะบางลิงก์อาจเกิดจาก Spam เว็บไซต์เก่า หรือกิจกรรมที่ไม่เหมาะกับธุรกิจเรา
10. Backlink Audit
Backlink Audit ออกแบบมาสำหรับตรวจสอบ Backlink Profile ของเว็บไซต์ตัวเอง และช่วยจัดกลุ่มลิงก์ที่อาจมีสัญญาณน่าสงสัย
Workflow ของเครื่องมือสามารถช่วย
- รวบรวม Backlink
- วิเคราะห์ Toxic Signals
- ตรวจสอบลิงก์
- ติดต่อเจ้าของเว็บไซต์
- จัดทำรายการสำหรับ Disavow
Semrush ระบุว่า Backlink Audit ใช้พิจารณาลิงก์ที่อาจส่งผลเชิงบวกหรือเชิงลบ วิเคราะห์สัญญาณของลิงก์น่าสงสัย และจัดทำ Disavow File ได้
ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Toxic Score
Toxic Score เป็นตัวชี้วัดจาก Semrush ไม่ใช่คำตัดสินจาก Google
ไม่ควร Disavow ลิงก์เพียงเพราะเครื่องมือแสดงคะแนนสูง ต้องตรวจสอบด้วยมนุษย์และพิจารณาว่า
- ลิงก์เกิดขึ้นอย่างไร
- เว็บไซต์ต้นทางเป็น Spam จริงหรือไม่
- มีการซื้อหรือสร้างลิงก์เพื่อควบคุมอันดับหรือไม่
- มี Manual Action หรือไม่
- ลิงก์อาจเป็นเพียงลิงก์ธรรมชาติที่ดูผิดปกติหรือไม่
การใช้ Disavow โดยไม่เข้าใจอาจทำให้ตัดสัญญาณของลิงก์ที่เป็นประโยชน์ออกโดยไม่จำเป็น
11. Backlink Gap
Backlink Gap ใช้เปรียบเทียบ Referring Domains ระหว่างเว็บไซต์หลายแห่ง เพื่อหาเว็บไซต์ที่ให้ลิงก์กับคู่แข่งแต่ยังไม่ได้ให้ลิงก์กับเรา
เหมาะสำหรับ
- หาเว็บไซต์ทำ Outreach
- หา Directory ในอุตสาหกรรม
- หาสื่อเฉพาะทาง
- หา Resource Page
- หาพันธมิตร
- วิเคราะห์ Digital PR ของคู่แข่ง
ก่อนติดต่อควรตรวจสอบคุณภาพและความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์ทุกครั้ง ไม่ควรนำรายชื่อทั้งหมดไปส่งอีเมลจำนวนมากโดยไม่มีการคัดกรอง
12. Traffic Analytics
Traffic Analytics ใช้วิเคราะห์ Traffic ของเว็บไซต์โดยประมาณและเปรียบเทียบคู่แข่ง
ข้อมูลอาจครอบคลุม
- Visits
- Unique Visitors
- Visit Duration
- Pages per Visit
- Traffic Sources
- Geographic Distribution
- Audience Journey
ข้อมูลเหมาะกับการดูแนวโน้มตลาดและเปรียบเทียบเว็บไซต์ แต่ไม่ใช่ข้อมูล Analytics จริงของคู่แข่ง
จึงไม่ควรกล่าวว่า “คู่แข่งมีผู้เข้าชมจริงเท่านี้” แต่ควรใช้ข้อความว่า “เครื่องมือประมาณการว่าเว็บไซต์มีแนวโน้ม Traffic ระดับนี้”
13. Content และ SEO Writing Tools
Semrush มีเครื่องมือด้านการวางแผนและปรับเนื้อหา เช่น
- หาแนวคิดเนื้อหา
- สร้าง Content Brief
- ตรวจความเกี่ยวข้องของคำ
- ตรวจความอ่านง่าย
- ตรวจการใช้คีย์เวิร์ด
- เปรียบเทียบกับคู่แข่ง
- สนับสนุนการเขียนและปรับบทความ
แพลตฟอร์มมี Content Toolkit แยกต่างหาก ซึ่งรวมเครื่องมือเกี่ยวกับ Content Ideas, SEO Briefs, Content Optimization และฟังก์ชันช่วยเขียนด้วย AI โดยสิทธิ์ใช้งานขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ
เครื่องมือเขียนไม่ควรถูกใช้สร้างบทความจำนวนมากโดยไม่ตรวจสอบ ควรมีผู้เชี่ยวชาญตรวจ
- ความถูกต้อง
- ความเป็นปัจจุบัน
- ประสบการณ์จริง
- แหล่งอ้างอิง
- น้ำเสียงของแบรนด์
- ความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
- ความซ้ำซ้อนกับบทความเดิม
14. AI Visibility
Semrush มีเครื่องมือสำหรับติดตามการมองเห็นของแบรนด์ในระบบค้นหาและแพลตฟอร์ม AI
ฟังก์ชันอาจช่วยตรวจ
- การกล่าวถึงแบรนด์
- คำตอบที่มีเว็บไซต์หรือคู่แข่งปรากฏ
- Prompt ที่ต้องการติดตาม
- AI Overviews
- ช่องว่างระหว่างแบรนด์กับคู่แข่ง
- ปัญหาทางเทคนิคที่อาจขัดขวาง AI Crawler
Semrush ระบุว่าเครื่องมือ AI Visibility ใช้วิเคราะห์การมองเห็นของแบรนด์ เปรียบเทียบคู่แข่ง ติดตาม Prompt และตรวจปัญหาความพร้อมของเว็บไซต์สำหรับ AI Search
ฟีเจอร์นี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นระบบรับประกันให้แบรนด์ปรากฏใน ChatGPT หรือ AI Search แต่ใช้สำหรับสำรวจและติดตามข้อมูลตามขอบเขตของแพลตฟอร์ม
Semrush เหมาะกับใคร
เจ้าของเว็บไซต์
สามารถใช้ตรวจภาพรวมเว็บไซต์ หาคีย์เวิร์ด และติดตามปัญหาโดยไม่ต้องรวมข้อมูลจากหลายเครื่องมือมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม เจ้าของเว็บไซต์ควรเรียนรู้คำศัพท์พื้นฐานก่อน เพราะรายงานจำนวนมากอาจทำให้สับสนและแก้ไขผิดจุดได้
SEO Specialist
เหมาะกับงานประจำ เช่น
- Keyword Research
- Competitor Analysis
- Rank Tracking
- Technical Audit
- Backlink Research
- Reporting
Content Writer
ช่วยค้นหาคำถาม กลุ่มคีย์เวิร์ด Search Intent และหัวข้อที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้เขียนยังต้องตรวจ SERP และสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าจริง
Digital Marketing Agency
Agency สามารถสร้าง Project แยกตามลูกค้า ติดตามอันดับ ตรวจเว็บไซต์ และสร้างรายงานได้ แต่ต้องตรวจขีดจำกัดจำนวน Project, Keyword และผู้ใช้งานตามแพ็กเกจ
E-commerce
เหมาะกับการวิเคราะห์
- หมวดหมู่สินค้า
- Product Keyword
- คู่แข่ง
- Content Gap
- Technical Issue
- Backlink
- อันดับสินค้า
เว็บไซต์ E-commerce ขนาดใหญ่อาจต้องใช้ขีดจำกัด Crawl และ Tracking สูงกว่าบัญชีเริ่มต้น
ธุรกิจท้องถิ่น
สามารถใช้ทำ Keyword Research ตามพื้นที่ วิเคราะห์คู่แข่ง และติดตามอันดับตาม Location
Semrush ยังมี Local Toolkit แยกต่างหากสำหรับธุรกิจหลายสาขา โดยแพ็กเกจและค่าบริการคิดตามจำนวน Location ในบางรูปแบบ
นักเรียนและผู้เริ่มต้น SEO
สามารถใช้เรียนรู้โครงสร้างข้อมูล SEO ได้ แต่ไม่ควรรีบสมัครแพ็กเกจสูงก่อนเข้าใจว่าต้องใช้รายงานใด
บัญชีฟรีหรือ Free Trial อาจเพียงพอสำหรับทดลอง Workflow และศึกษาวิธีอ่านข้อมูลเบื้องต้น
ข้อดีของ Semrush
รวมเครื่องมือหลายประเภทไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
ผู้ใช้งานสามารถทำ Keyword Research, Site Audit, Rank Tracking และ Backlink Analysis โดยไม่ต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์มบ่อย
เหมาะกับการวิเคราะห์คู่แข่ง
จุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการสำรวจคีย์เวิร์ด หน้าที่มีอันดับ Backlink และแนวโน้มของเว็บไซต์อื่น แม้ไม่มีสิทธิ์เข้าถึง Analytics ของคู่แข่ง
สร้าง Project สำหรับติดตามเว็บไซต์ได้
Project ช่วยรวม Site Audit, Position Tracking และเครื่องมืออื่นไว้ตามโดเมน ทำให้ติดตามผลได้ต่อเนื่อง
มีรายงานและตัวกรองจำนวนมาก
เหมาะกับงานระดับมืออาชีพที่ต้องกรองตามประเทศ Keyword, URL, Intent, Position และช่วงเวลา
รองรับการจัดทำรายงาน
Semrush มีระบบสร้าง Dashboard และ Marketing Report รวมข้อมูลจากเครื่องมือหลายส่วน และสามารถใช้จัดทำรายงานให้ลูกค้าหรือผู้เกี่ยวข้องได้
มีฐานความรู้และหลักสูตร
Semrush มี Knowledge Base และ Academy ที่สอนการใช้งาน SEO Toolkit, Keyword Research, Position Tracking และ Backlink Analysis
ข้อจำกัดของ Semrush
ข้อมูลเป็นค่าประมาณ
ตัวเลข Traffic, Search Volume และ Keyword อาจแตกต่างจากข้อมูลจริง เพราะมาจากฐานข้อมูลและแบบจำลองของ Semrush
จึงควรใช้ร่วมกับข้อมูล First-party เช่น
- Google Search Console
- Google Analytics
- CRM
- ระบบ E-commerce
- Server Log
- ข้อมูลยอดขาย
ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงสำหรับเว็บไซต์ขนาดเล็ก
Semrush มีแพ็กเกจและ Toolkit หลายรูปแบบ โดยราคาและขีดจำกัดแตกต่างกัน ผู้ใช้งานรายย่อยควรตรวจว่างานที่ต้องทำคุ้มกับค่าใช้จ่ายหรือไม่
ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง จึงควรตรวจหน้า Pricing ของ Semrush ก่อนสมัคร ไม่ควรยึดราคาจากบทความเก่าหรือรีวิวที่ไม่ได้อัปเดต
มีข้อมูลและเมนูจำนวนมาก
ผู้เริ่มต้นอาจไม่รู้ว่าควรเริ่มจากรายงานใด และอาจใช้เวลาตรวจข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย
ขีดจำกัดขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ
ข้อจำกัดอาจครอบคลุม
- จำนวน Project
- จำนวน Keyword ที่ติดตาม
- จำนวนหน้าที่ Crawl
- จำนวน Report
- จำนวนผู้ใช้งาน
- จำนวน Domain ที่วิเคราะห์
- การเข้าถึงข้อมูลย้อนหลัง
คะแนนภายในไม่ใช่คะแนนจาก Google
ตัวอย่างเช่น
- Authority Score
- Keyword Difficulty
- Toxicity Score
- Site Health
- Visibility
คะแนนเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดของ Semrush ควรใช้เพื่อเปรียบเทียบและจัดลำดับ ไม่ใช่มองเป็นคำตัดสินของ Google
ไม่สามารถแทนผู้เชี่ยวชาญได้ทั้งหมด
เครื่องมือสามารถบอกว่าเกิดปัญหาอะไร แต่ไม่สามารถเข้าใจบริบทธุรกิจและความเสี่ยงของการแก้ทุกกรณี
ตัวอย่างเช่น
- หน้า Duplicate บางหน้าอาจจำเป็น
- Redirect บางรายการอาจตั้งใจ
- Noindex บางหน้าอาจถูกต้อง
- Keyword Difficulty ต่ำอาจไม่ตรงกลุ่มลูกค้า
- Backlink ที่ถูกระบุว่าน่าสงสัยอาจไม่เป็นอันตราย
Semrush ฟรีไหม
Semrush มีรูปแบบบัญชีฟรีและการทดลองใช้งานบางแพ็กเกจ แต่การใช้งานจะมีข้อจำกัดด้านจำนวนคำค้นหา รายงาน Project หรือ Keyword ที่ติดตาม
Semrush เคยระบุว่าบัญชีฟรีสามารถใช้งานเครื่องมือบางส่วนและติดตามคีย์เวิร์ดได้ในขอบเขตจำกัด แต่ขีดจำกัดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของแพลตฟอร์ม
บัญชีฟรีเหมาะกับ
- ทดลองหน้าตาเครื่องมือ
- ตรวจ Keyword จำนวนไม่มาก
- วิเคราะห์ Domain เบื้องต้น
- เรียนรู้ Workflow
- ตรวจเว็บไซต์ขนาดเล็ก
- ทดลองก่อนตัดสินใจสมัคร
หากต้องทำ SEO หลายเว็บไซต์ ติดตามคีย์เวิร์ดจำนวนมาก หรือทำรายงานลูกค้า อาจต้องใช้แพ็กเกจแบบชำระเงิน
Semrush ราคาเท่าไร
Semrush มีการแยกแพ็กเกจตาม Toolkit และระดับการใช้งาน เช่น SEO Toolkit, SEO + AI Search, Content, Local และ Advertising
ราคาแตกต่างกันตาม
- จำนวน Project
- จำนวน Keyword
- ขีดจำกัดการ Crawl
- จำนวน Report
- จำนวนผู้ใช้งาน
- ข้อมูลย้อนหลัง
- ฟังก์ชัน AI
- Toolkit ที่เลือก
- การชำระรายเดือนหรือรายปี
เนื่องจากราคาและโครงสร้างแพ็กเกจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบหน้าราคาอย่างเป็นทางการก่อนสมัคร
บทความ “Semrush คืออะไร” ควรอธิบายเพียงภาพรวม ส่วนรายละเอียดราคาแต่ละแพ็กเกจควรแยกเป็นบทความ Semrush ราคาเท่าไร และระบุวันที่อัปเดตอย่างชัดเจน
วิธีใช้ Semrush สำหรับผู้เริ่มต้น
ขั้นตอนที่ 1 กำหนดเป้าหมาย
ก่อนเปิดเครื่องมือ ให้กำหนดว่าต้องการทำอะไร เช่น
- หาคีย์เวิร์ด
- ตรวจคู่แข่ง
- ตรวจ Technical SEO
- ติดตามอันดับ
- วิเคราะห์ Backlink
- วาง Content Plan
หากไม่มีเป้าหมาย ผู้ใช้งานอาจเปิดหลายรายงานแต่ไม่ได้ข้อสรุปที่นำไปใช้ได้
ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์ Domain Overview
ใส่โดเมนของเว็บไซต์ตัวเองและตรวจ
- Organic Keyword
- หน้าที่มีอันดับ
- คู่แข่ง
- Backlink
- แนวโน้ม Traffic โดยประมาณ
จากนั้นจดประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ต่อ ไม่ควรรีบแก้เว็บไซต์จากหน้า Overview เพียงหน้าเดียว
ขั้นตอนที่ 3 สร้าง Project
Project ใช้รวมเครื่องมือติดตามเว็บไซต์ เช่น
- Site Audit
- Position Tracking
- Backlink Audit
ควรเลือก Domain และ Subdomain ให้ถูกต้อง และกำหนดประเทศหรือพื้นที่เป้าหมายให้ตรงกับธุรกิจ
ขั้นตอนที่ 4 ทำ Site Audit
เริ่ม Crawl เว็บไซต์และตรวจ
- Error สำคัญ
- หน้าเสีย
- Redirect
- HTTPS
- Crawlability
- Internal Link
- Metadata
- Performance
ควรแก้ปัญหาที่กระทบหน้าสำคัญก่อน ไม่จำเป็นต้องไล่ให้คะแนนเต็มทันที
ขั้นตอนที่ 5 ทำ Keyword Research
ใช้ Keyword Overview และ Keyword Magic Tool เพื่อหา
- คีย์เวิร์ดหลัก
- คำถาม
- Long-tail Keyword
- Search Intent
- กลุ่มหัวข้อ
- ความยากโดยประมาณ
ขั้นตอนที่ 6 วิเคราะห์คู่แข่ง
เลือกคู่แข่งที่มีอันดับจากคีย์เวิร์ดเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่แข่งทางธุรกิจโดยตรงเสมอไป
ตรวจ
- Keyword Gap
- หน้าที่สร้างทราฟฟิก
- รูปแบบเนื้อหา
- Backlink
- Search Intent
ขั้นตอนที่ 7 วาง Content Map
จัดกลุ่ม Keyword เป็น
- Pillar Page
- Supporting Article
- Comparison Page
- Commercial Page
- Transactional Page
- FAQ
ก่อนเขียนหน้าใหม่ควรตรวจว่ามีหน้าเดิมตอบ Intent นั้นอยู่แล้วหรือไม่ เพื่อป้องกันบทความซ้ำ
ขั้นตอนที่ 8 ตั้ง Position Tracking
เลือกเฉพาะคีย์เวิร์ดที่สำคัญต่อธุรกิจและกำหนด
- ประเทศ
- จังหวัดหรือเมือง
- Desktop หรือ Mobile
- Domain
- คู่แข่ง
ขั้นตอนที่ 9 ตรวจ Backlink
ใช้ Backlink Analytics เพื่อดู
- Referring Domains
- หน้าที่ได้รับลิงก์
- Anchor Text
- ลิงก์ใหม่และลิงก์ที่หาย
- คู่แข่ง
จากนั้นสร้างกลยุทธ์ Link Building ที่อาศัยความเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ไล่ทำตามลิงก์ทุกแหล่ง
ขั้นตอนที่ 10 วัดผลด้วยข้อมูลจริง
หลังดำเนินการควรตรวจร่วมกับ
- Google Search Console
- Google Analytics
- Conversion
- Lead
- ยอดขาย
- การโทร
- การส่งแบบฟอร์ม
อันดับและ Traffic เป็นเพียงตัวชี้วัดระหว่างทาง เป้าหมายสุดท้ายควรเชื่อมกับผลลัพธ์ของเว็บไซต์
ตัวอย่าง Workflow ใช้ Semrush ทำบทความ SEO
สมมติว่าต้องการสร้างบทความเรื่อง “VPS”
1. ตรวจ Keyword
ค้นหา Seed Keyword เช่น
- VPS
- VPS คืออะไร
- VPS Server
- Cloud VPS
- VPS กับ Cloud VPS
2. แยก Search Intent
อาจแยกได้เป็น
/vps-server/สำหรับ VPS คืออะไร/cloud-vps/สำหรับ Cloud VPS คืออะไร/vps-server-vs-cloud-vps/สำหรับเปรียบเทียบ
3. ตรวจคู่แข่ง
ดูว่าหน้าอันดับต้นครอบคลุมเรื่องใด เช่น
- หลักการทำงาน
- ข้อดีและข้อเสีย
- ราคา
- การเลือกสเปก
- กรณีใช้งาน
4. ตรวจ Keyword Gap
หาเรื่องที่คู่แข่งอธิบายแต่เว็บไซต์เรายังไม่มี โดยคัดเฉพาะเรื่องที่ตรงกับ Intent ของหน้า
5. สร้างโครงสร้าง Heading
จัด H2 และ H3 ตามคำถามของผู้ใช้งาน ไม่ควรนำคำทั้งหมดมาใส่เป็นหัวข้อโดยไม่มีลำดับ
6. เผยแพร่และติดตาม
เพิ่มคีย์เวิร์ดใน Position Tracking และตรวจ Query จริงใน Google Search Console หลัง Google เริ่มเก็บข้อมูล
Semrush ต่างจาก Google Search Console อย่างไร
| หัวข้อ | Semrush | Google Search Console |
|---|---|---|
| ผู้ให้บริการ | Semrush | |
| ข้อมูลเว็บไซต์ตัวเอง | ข้อมูลจากแพลตฟอร์มและการเชื่อมต่อ | ข้อมูลจริงจาก Google Search |
| วิเคราะห์คู่แข่ง | ได้ | ไม่ได้ |
| Keyword Research | มี | ไม่ใช่หน้าที่หลัก |
| Position Tracking | ตั้งชุดคีย์เวิร์ดได้ | แสดง Query ที่มี Impression |
| Site Audit | มี Crawler ของตัวเอง | มีรายงาน Indexing และ Experience |
| Backlink | วิเคราะห์ตนเองและคู่แข่ง | แสดงลิงก์บางส่วนของเว็บไซต์ตัวเอง |
| ค่าใช้จ่าย | มีทั้งฟรีและชำระเงิน | ฟรี |
ไม่ควรเลือกใช้เพียงเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง เพราะทั้งสองมีหน้าที่ต่างกัน
Semrush ต่างจาก Google Analytics อย่างไร
Google Analytics เน้นพฤติกรรมของผู้เข้าชมหลังเข้ามายังเว็บไซต์ เช่น
- Session
- User
- Engagement
- Event
- Conversion
- Traffic Source
Semrush เน้นการวิเคราะห์การมองเห็น Keyword คู่แข่ง Backlink และโอกาสทางการตลาด
จึงควรใช้ Semrush สำหรับการวางแผนและเปรียบเทียบตลาด ส่วน Analytics ใช้ตรวจพฤติกรรมจริงบนเว็บไซต์
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อใช้ Semrush
เลือกคีย์เวิร์ดจาก Volume เพียงอย่างเดียว
คีย์เวิร์ดอาจมีผู้ค้นหามากแต่ไม่ตรงกับบริการหรือไม่สร้าง Conversion
คัดลอกบทความคู่แข่ง
เครื่องมือควรใช้หาโอกาส ไม่ใช่ใช้สร้างเนื้อหาที่เหมือนคู่แข่ง
แก้ทุกคำแนะนำโดยไม่ตรวจสอบ
ข้อเสนอแนะอัตโนมัติอาจไม่เหมาะกับโครงสร้างและเป้าหมายของเว็บไซต์ทุกแห่ง
เชื่อ Traffic Estimate เป็นข้อมูลจริง
ควรใช้เป็นค่าประมาณและแนวโน้มเท่านั้น
Disavow ลิงก์จาก Toxic Score อย่างเดียว
ต้องตรวจสอบลิงก์และสถานการณ์จริงก่อนดำเนินการ
พยายามทำ Site Health ให้เต็ม 100
คะแนนเต็มไม่รับประกันอันดับ เนื้อหา หรือยอดขาย ควรแก้ปัญหาที่มีผลจริงก่อน
สร้างบทความทุก Keyword
หลายคีย์เวิร์ดอาจมี Intent เดียวกันและควรรวมไว้ในหน้าเดียว
รายงานเฉพาะอันดับ
ควรรายงาน Impression, Click, Organic Landing Page, Lead และ Conversion ร่วมด้วย
Checklist ใช้ Semrush ตรวจเว็บไซต์
- ตรวจ Domain Overview
- ตรวจ Organic Keyword
- ตรวจหน้าที่สร้าง Traffic
- ตรวจคู่แข่ง Organic
- ทำ Keyword Gap
- ทำ Site Audit
- ตรวจหน้า 404
- ตรวจ Redirect
- ตรวจ HTTPS
- ตรวจ Internal Link
- ตรวจ Metadata
- ตรวจ Sitemap และ Crawlability
- ตั้ง Position Tracking
- ตรวจ Backlink
- ตรวจ Referring Domains
- ตรวจ Anchor Text
- หา Link Gap
- วาง Content Cluster
- เชื่อม Search Console
- เชื่อม Analytics
- สร้างรายงานก่อนและหลังปรับ
- วัด Lead และ Conversion
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Semrush
Semrush คืออะไร
Semrush คือแพลตฟอร์มสำหรับวิเคราะห์ SEO คีย์เวิร์ด คู่แข่ง Backlink, Technical SEO และการมองเห็นของแบรนด์บนระบบค้นหาหลายรูปแบบ
Semrush ใช้ทำอะไรได้บ้าง
ใช้ค้นหาคีย์เวิร์ด วิเคราะห์คู่แข่ง ตรวจเว็บไซต์ ติดตามอันดับ วิเคราะห์ Backlink วางแผนเนื้อหา และจัดทำรายงาน
Semrush ฟรีไหม
มีบัญชีฟรีและการทดลองใช้บางรูปแบบ แต่มีข้อจำกัด หากต้องติดตามหลายเว็บไซต์หรือใช้ข้อมูลจำนวนมากอาจต้องสมัครแพ็กเกจแบบชำระเงิน
Semrush แม่นยำไหม
ข้อมูลมีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์แนวโน้มและเปรียบเทียบ แต่หลายค่าเป็นค่าประมาณ ไม่ควรใช้แทน Search Console, Analytics หรือข้อมูลยอดขายจริง
Semrush เหมาะกับมือใหม่ไหม
เหมาะสำหรับเรียนรู้ SEO แต่มีเมนูและข้อมูลจำนวนมาก มือใหม่ควรเริ่มจาก Domain Overview, Keyword Research, Site Audit และ Position Tracking ก่อน
Semrush ช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับไหม
Semrush ช่วยค้นหาปัญหาและโอกาส แต่ไม่สามารถรับประกันอันดับ ผู้ใช้งานต้องนำข้อมูลไปปรับเนื้อหา Technical SEO, Internal Link และกลยุทธ์อื่น
Semrush ใช้วิเคราะห์คู่แข่งได้ไหม
ได้ สามารถดู Keyword, หน้าที่มีอันดับ Backlink และ Traffic โดยประมาณของคู่แข่ง แต่ข้อมูลไม่ใช่ Analytics จริงของเว็บไซต์นั้น
Semrush ตรวจ Backlink ได้ไหม
ได้ โดย Backlink Analytics ใช้สำรวจ Link Profile ส่วน Backlink Audit ใช้ตรวจสอบลิงก์ของเว็บไซต์ตัวเองอย่างละเอียด
Semrush กับ Ahrefs เหมือนกันไหม
ทั้งสองเป็นแพลตฟอร์ม SEO ที่มี Keyword Research, Competitor Analysis และ Backlink Analysis แต่ฐานข้อมูล รูปแบบรายงาน คะแนน และขีดจำกัดแตกต่างกัน ควรเลือกตาม Workflow และงบประมาณ
Semrush แทน Google Search Console ได้ไหม
ไม่ได้ Search Console ให้ข้อมูลจริงจาก Google Search สำหรับเว็บไซต์ที่เรายืนยันสิทธิ์ ส่วน Semrush เหมาะกับการวิจัยตลาด ติดตามคีย์เวิร์ด และวิเคราะห์คู่แข่ง
ค่า Authority Score คืออะไร
Authority Score เป็นตัวชี้วัดภายในของ Semrush สำหรับช่วยประเมินคุณภาพและความแข็งแรงของโดเมนโดยประมาณ ไม่ใช่คะแนนจาก Google
Keyword Difficulty เชื่อถือได้ไหม
ใช้เป็นตัวชี้วัดเปรียบเทียบความยากเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรใช้ตัดสินเพียงค่าเดียว ต้องตรวจ SERP คุณภาพคู่แข่ง และความแข็งแรงของเว็บไซต์ตัวเองด้วย
สรุป Semrush คืออะไร?
Semrush คือแพลตฟอร์มวิเคราะห์การตลาดดิจิทัลและ SEO ที่รวมเครื่องมือสำคัญไว้หลายประเภท ตั้งแต่ Keyword Research, Competitor Analysis, Site Audit, Position Tracking และ Backlink Analysis ไปจนถึง Content และ AI Visibility
จุดเด่นของ Semrush คือช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นภาพรวมตลาดและคู่แข่ง แม้ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลภายในของเว็บไซต์อื่น อีกทั้งยังสามารถสร้าง Project เพื่อติดตามเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลหลายส่วนเป็นค่าประมาณและคะแนนของ Semrush เอง จึงไม่ควรใช้แทนข้อมูลจริงจาก Google Search Console, Google Analytics หรือระบบยอดขาย
แนวทางที่เหมาะสมคือใช้ Semrush เพื่อ
- ค้นหาโอกาส
- ตั้งสมมติฐาน
- เปรียบเทียบคู่แข่ง
- ตรวจสอบปัญหา
- จัดลำดับงาน
- ติดตามแนวโน้ม
จากนั้นใช้ข้อมูลจริงของเว็บไซต์ยืนยันผลลัพธ์อีกครั้ง การใช้เครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนรายงานที่เปิดดู แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องและนำไปปรับเว็บไซต์ได้จริง
แหล่งอ้างอิง
- Ahrefs. ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับ Ahrefs และเครื่องมือวิเคราะห์ SEO การค้นหา การตลาดเนื้อหา และการมองเห็นแบรนด์. Ahrefs. https://ahrefs.com/
- Ahrefs. What is Ahrefs? ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของ Site Explorer, Keywords Explorer, Site Audit, Rank Tracker และ Content Explorer. Ahrefs Help Center. https://help.ahrefs.com/en/articles/78203-what-is-ahrefs
- Ahrefs. Site Explorer เครื่องมือวิเคราะห์ Organic Traffic, Paid Traffic, Backlink Profile และโครงสร้างเว็บไซต์ของตนเองกับคู่แข่ง. Ahrefs. https://ahrefs.com/site-explorer
- Ahrefs. Keywords Explorer เครื่องมือค้นหาแนวคิดคีย์เวิร์ด วิเคราะห์ Search Volume และข้อมูลผลการค้นหา. Ahrefs. https://ahrefs.com/keywords-explorer/
- Ahrefs. Site Audit เครื่องมือตรวจสอบปัญหา Technical SEO และ On-page SEO ของเว็บไซต์. Ahrefs Webmaster Tools. https://ahrefs.com/webmaster-tools
- Ahrefs. Content Explorer เครื่องมือค้นหาแนวคิดเนื้อหา วิเคราะห์บทความ และค้นหาโอกาสสำหรับการสร้างลิงก์. Ahrefs. https://ahrefs.com/content-explorer/
- Ahrefs. Domain Rating: What It Is & What It’s Good For ข้อมูลความหมายและการใช้งานค่า Domain Rating. Ahrefs Blog. https://ahrefs.com/blog/domain-rating/
- Ahrefs. What is Domain Rating (DR)? คำอธิบายค่า DR ซึ่งใช้ประเมินความแข็งแรงเชิงเปรียบเทียบของ Backlink Profile ระดับโดเมน. Ahrefs Help Center. https://help.ahrefs.com/en/articles/1409408-what-is-domain-rating-dr
- Ahrefs. What is URL Rating (UR)? คำอธิบายค่า UR ซึ่งใช้ประเมินความแข็งแรงของ Backlink Profile ในระดับหน้าเว็บ. Ahrefs Help Center. https://help.ahrefs.com/en/articles/72658-what-is-url-rating-ur
- Ahrefs. Keyword Difficulty: How to Estimate Your Chances to Rank ข้อมูลเกี่ยวกับค่า Keyword Difficulty และข้อจำกัดในการนำไปประเมินการแข่งขัน. Ahrefs Blog. https://ahrefs.com/blog/keyword-difficulty/
- Ahrefs. Ahrefs Webmaster Tools เครื่องมือฟรีสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ที่ใช้ตรวจสอบ Backlink, Organic Keywords และปัญหาทาง Technical SEO. Ahrefs. https://ahrefs.com/webmaster-tools
- Ahrefs. All Ahrefs Tools รายการเครื่องมือสำหรับ SEO, Content Marketing, Website Performance, PPC และ Brand Visibility. Ahrefs. https://ahrefs.com/all
- Ahrefs. What can I use for free in Ahrefs? ข้อมูลเครื่องมือและความสามารถของ Ahrefs ที่สามารถใช้งานได้ฟรี. Ahrefs Help Center. https://help.ahrefs.com/en/articles/13002606-what-can-i-use-for-free-in-ahrefs
- Ahrefs. Ahrefs Pricing ข้อมูลแพ็กเกจ ข้อจำกัด และค่าใช้บริการของ Ahrefs. Ahrefs. https://ahrefs.com/pricing
- แหล่งอ้างอิงข้างต้นเป็นหน้าทางการของ Ahrefs และรองรับหัวข้อหลักในบทความ เช่น Site Explorer, Keywords Explorer, Backlink, DR, UR และเครื่องมือฟรี
ติดต่อเรา
หากคุณสนใจบริการด้านการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ WordPress, SEO, Backlink, Google Maps SEO, Local SEO เราพร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต
- Facebook : Devil Backlink
- LINE : Devil Backlink
- เว็บไซต์ : www.devilbacklink.com
- แผนที่ : Devil Backlink
