Ahrefs คืออะไร? รู้จักเครื่องมือวิเคราะห์ SEO, Keyword, Backlink และคู่แข่ง

/
/
Ahrefs คืออะไร? รู้จักเครื่องมือวิเคราะห์ SEO, Keyword, Backlink และคู่แข่ง
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

การทำ SEO ไม่ได้มีเพียงการใส่คีย์เวิร์ดลงในบทความ แต่ต้องอาศัยข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ตั้งแต่การค้นหาว่าผู้ใช้งานกำลังค้นหาอะไร การวิเคราะห์คู่แข่ง การตรวจสอบ Backlink การค้นหาปัญหาทางเทคนิค ไปจนถึงการติดตามอันดับหลังปรับปรุงเว็บไซต์

Ahrefs เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ผู้ทำเว็บไซต์สามารถใช้ Ahrefs เพื่อดูว่าเว็บไซต์ได้รับ Organic Traffic จากคำค้นหาใด มีเว็บไซต์ใดส่งลิงก์เข้ามา คู่แข่งมีบทความใดทำผลงานดี และเว็บไซต์ของตนมีปัญหาทาง Technical SEO จุดใดบ้าง

ปัจจุบัน Ahrefs ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือตรวจสอบ Backlink แต่พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มด้าน SEO, Content, Competitive Analysis และการติดตามการมองเห็นแบรนด์ทั้งใน Search Engine และแพลตฟอร์ม AI โดยเครื่องมือหลักประกอบด้วย Site Explorer, Keywords Explorer, Site Audit, Rank Tracker และ Content Explorer รวมถึงเครื่องมือด้าน AI และ Web Analytics เพิ่มเติม

บทความนี้จะอธิบายว่า Ahrefs คืออะไร ใช้ทำอะไร ฟีเจอร์แต่ละส่วนเหมาะกับงานแบบใด วิธีอ่านค่า DR, UR และ KD ตลอดจนข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนนำข้อมูลไปใช้วางแผน SEO

หัวข้อ

Ahrefs คืออะไร?

Ahrefs คือแพลตฟอร์มสำหรับวิเคราะห์ SEO และการตลาดออนไลน์ ที่ช่วยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ คีย์เวิร์ด Backlink อันดับการค้นหา เนื้อหาของคู่แข่ง และปัญหาทางเทคนิคของเว็บไซต์

ผู้ใช้งานสามารถกรอกชื่อโดเมนหรือ URL ลงใน Ahrefs เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล เช่น:

  • เว็บไซต์ติดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดอะไร
  • หน้าใดได้รับ Organic Traffic มากที่สุด
  • เว็บไซต์ใดสร้าง Backlink มายังโดเมน
  • คู่แข่งได้รับลิงก์จากแหล่งใด
  • คีย์เวิร์ดหนึ่งมี Search Volume เท่าไร
  • การแข่งขันของคีย์เวิร์ดสูงเพียงใด
  • เว็บไซต์มีลิงก์เสียหรือปัญหา Technical SEO หรือไม่
  • อันดับคีย์เวิร์ดเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • เนื้อหาใดได้รับลิงก์หรือถูกกล่าวถึงมาก
  • แบรนด์ปรากฏในคำตอบจากระบบค้นหาแบบ AI หรือไม่

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ Ahrefs เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางคือฐานข้อมูล Backlink แต่ปัจจุบัน Site Explorer สามารถวิเคราะห์ Organic Traffic, Paid Traffic, โครงสร้างเว็บไซต์ และการมองเห็นในระบบ AI ควบคู่กับข้อมูล Backlink ได้แล้ว

Ahrefs ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

Ahrefs สามารถนำไปใช้ได้หลายขั้นตอนของการทำ SEO ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การผลิตเนื้อหา การสร้าง Backlink ไปจนถึงการติดตามผล

วิเคราะห์เว็บไซต์ของตนเอง

ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถใช้ Ahrefs ตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีคีย์เวิร์ดใดติดอันดับ หน้าใดได้รับ Traffic และมีเว็บไซต์ใดส่ง Backlink เข้ามา

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยตอบคำถาม เช่น:

  • หน้าใดควรปรับปรุงก่อน
  • คีย์เวิร์ดใดมีอันดับใกล้หน้าแรก
  • บทความใดกำลังสูญเสีย Traffic
  • Backlink ใหม่มาจากที่ใด
  • มีลิงก์เสียที่ควรแก้หรือไม่
  • เว็บไซต์มีปัญหาทางเทคนิคใดบ้าง

วิเคราะห์คู่แข่ง

สามารถกรอกโดเมนของคู่แข่งลงใน Site Explorer เพื่อศึกษาว่าคู่แข่งได้รับ Traffic จากคีย์เวิร์ดและหน้าใด

การวิเคราะห์คู่แข่งด้วย Ahrefs สามารถนำไปใช้ค้นหา:

  • คีย์เวิร์ดที่คู่แข่งติดอันดับ แต่เว็บไซต์ของเรายังไม่มีเนื้อหา
  • บทความที่สร้าง Organic Traffic สูง
  • หน้าที่ได้รับ Backlink จำนวนมาก
  • เว็บไซต์ที่เคยทำลิงก์ให้คู่แข่ง
  • โครงสร้างหมวดหมู่และ Topic Cluster
  • แนวโน้ม Traffic ของคู่แข่ง
  • คู่แข่งทาง SEO ที่อาจไม่ใช่คู่แข่งทางธุรกิจโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูล Traffic และคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์อื่นเป็นค่าประมาณจากฐานข้อมูลและแบบจำลองของ Ahrefs ไม่ใช่ข้อมูลจริงจาก Google Analytics ของเว็บไซต์นั้น จึงควรใช้สำหรับเปรียบเทียบและหาแนวโน้ม มากกว่าถือเป็นตัวเลขยอดผู้เข้าชมที่แน่นอน

ค้นหาคีย์เวิร์ด

Keywords Explorer ช่วยค้นหาแนวคิดคีย์เวิร์ด ดู Search Volume, Keyword Difficulty, Traffic Potential, คำถามที่เกี่ยวข้อง และหน้าที่กำลังติดอันดับ

ปัจจุบัน Ahrefs ยังเพิ่มความสามารถด้าน AI สำหรับช่วยสร้างและจัดกลุ่มแนวคิดคีย์เวิร์ด ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเริ่มต้นจากหัวข้อกว้างแล้วค้นหาคำที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วขึ้น

Ahrefs สามารถใช้ตรวจสอบลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอก ทั้งของเว็บไซต์ตนเองและคู่แข่ง เช่น:

  • จำนวน Backlink
  • จำนวน Referring Domains
  • หน้าใดได้รับลิงก์
  • Anchor Text ที่ถูกใช้
  • ลิงก์ใหม่และลิงก์ที่หายไป
  • ประเภทของลิงก์
  • Domain Rating ของเว็บไซต์ต้นทาง
  • ลิงก์จากหน้าใดของเว็บไซต์ต้นทาง
  • ลิงก์ที่นำไปยังหน้า 404

ข้อมูลนี้เหมาะกับการวางแผน Link Building การตรวจสอบลิงก์ที่หาย และการค้นหาโอกาสจากเว็บไซต์ที่เคยลิงก์ไปยังคู่แข่ง

ตรวจสอบ Technical SEO

Site Audit จะรวบรวมข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์และแจ้งปัญหาทาง Technical SEO และ On-page SEO เช่น:

  • หน้า 404
  • Internal Link เสีย
  • Redirect Chain
  • Title หรือ Meta Description มีปัญหา
  • Canonical ไม่ถูกต้อง
  • หน้าโหลดช้า
  • เนื้อหาซ้ำ
  • รูปภาพไม่มี Alt Text
  • หน้า Orphan Page
  • ปัญหา Indexability
  • ปัญหา Hreflang
  • ปัญหา Structured Data บางประเภท

Ahrefs ระบุว่า Site Audit สามารถตรวจสอบปัญหาทาง Technical และ On-page SEO ได้มากกว่า 170 ประเภท พร้อมแสดงคำแนะนำและคะแนนสุขภาพของเว็บไซต์

ติดตามอันดับคีย์เวิร์ด

Rank Tracker ใช้สำหรับติดตามอันดับคีย์เวิร์ดตามประเทศ พื้นที่ อุปกรณ์ และช่วงเวลา

ผู้ใช้งานสามารถดูข้อมูล เช่น:

  • อันดับปัจจุบัน
  • อันดับที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง
  • Share of Voice
  • SERP Features
  • คู่แข่งในคีย์เวิร์ดชุดเดียวกัน
  • แนวโน้มอันดับย้อนหลัง
  • การจัดอันดับบน Desktop และ Mobile

การติดตามอันดับควรทำร่วมกับข้อมูล Organic Traffic, Conversion และ Search Console เพราะอันดับเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าคีย์เวิร์ดนั้นสร้างลูกค้าหรือรายได้จริงหรือไม่

เครื่องมือหลักของ Ahrefs

1. Site Explorer

Site Explorer เป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์โดเมน Subdomain, Subfolder หรือ URL รายหน้า

ผู้ใช้งานสามารถดูข้อมูลสำคัญ ได้แก่:

  • Organic Keywords
  • Organic Traffic โดยประมาณ
  • Top Pages
  • Backlinks
  • Referring Domains
  • Anchor Text
  • Paid Keywords
  • Paid Pages
  • Competing Domains
  • Content Gap
  • Historical Data
  • Traffic แยกตามประเทศ

Site Explorer เหมาะกับทั้งการวิเคราะห์เว็บไซต์ของตนเองและ Reverse Engineer กลยุทธ์ของคู่แข่ง โดย Ahrefs อธิบายว่าสามารถใช้ค้นหาหน้าหลักที่สร้าง Traffic และศึกษาหัวข้อ สินค้า หรือแบรนด์ที่ผลักดันการเข้าชมของคู่แข่งได้

ตัวอย่างการใช้ Site Explorer

สมมติว่าคุณมีเว็บไซต์รับทำเว็บไซต์ WordPress สามารถใส่โดเมนคู่แข่งแล้วเปิดรายงาน Top Pages เพื่อดูว่าบทความใดสร้าง Organic Traffic สูง เช่น:

  • ราคาเว็บไซต์ WordPress
  • WordPress คืออะไร
  • วิธีเลือก Hosting
  • Elementor คืออะไร
  • ทำเว็บไซต์เองหรือจ้าง

จากนั้นจึงวิเคราะห์ว่าหัวข้อใดสอดคล้องกับบริการของคุณ และเว็บไซต์ยังขาดเนื้อหาส่วนใด โดยไม่ควรคัดลอกบทความของคู่แข่ง แต่ควรสร้างเนื้อหาที่ตอบคำถามได้ครบกว่า ชัดกว่า หรือมีประสบการณ์เฉพาะของธุรกิจเพิ่มเข้ามา

2. Keywords Explorer

Keywords Explorer เป็นเครื่องมือค้นหาและวิเคราะห์คีย์เวิร์ด โดยสามารถเริ่มจาก Seed Keyword แล้วขยายไปยังคำใกล้เคียง คำถาม และหัวข้อย่อย

ข้อมูลที่มักใช้ประกอบการตัดสินใจ ได้แก่:

  • Search Volume
  • Keyword Difficulty
  • Traffic Potential
  • Global Volume
  • Cost per Click
  • Parent Topic
  • Matching Terms
  • Related Terms
  • Questions
  • SERP Overview
  • ประวัติอันดับของผลการค้นหา

Search Volume คืออะไร?

Search Volume คือค่าประมาณจำนวนครั้งที่คีย์เวิร์ดถูกค้นหาต่อเดือน แต่ไม่ควรนำมาตีความว่าเป็นจำนวนผู้ค้นหาแบบไม่ซ้ำกัน เพราะคนหนึ่งอาจค้นหาคำเดิมหลายครั้ง

นอกจากนี้ Search Volume ไม่เท่ากับ Traffic ที่เว็บไซต์จะได้รับ เพราะผลการค้นหามีหลายอันดับ มีโฆษณา Featured Snippet, AI Overview, Maps และองค์ประกอบอื่นที่ส่งผลต่อจำนวนคลิก

Traffic Potential คืออะไร?

Traffic Potential เป็นค่าประมาณ Traffic ที่หน้าติดอันดับหนึ่งของหัวข้อนั้นอาจได้รับจากคีย์เวิร์ดทั้งหมดที่หน้าดังกล่าวติดอันดับ ไม่ได้คำนวณจากคีย์เวิร์ดหลักเพียงคำเดียว

ค่า Traffic Potential จึงช่วยให้มองเห็นมูลค่าของหัวข้อโดยรวม เช่น คีย์เวิร์ดหลักอาจมี Search Volume ไม่สูงมาก แต่หน้าที่ตอบหัวข้อได้ครบอาจติดอันดับด้วย Long-tail Keyword อีกหลายคำ

Keyword Difficulty คืออะไร?

Keyword Difficulty หรือ KD เป็นค่าประมาณความยากในการติดอันดับ โดย Ahrefs ให้คะแนนตั้งแต่ 0–100 และคำนวณจาก Backlink Profile ของหน้าที่ติดอันดับต้น ๆ

Ahrefs ระบุว่า KD เป็นตัวชี้วัดระดับความแข็งแรงของ Backlink ของหน้าบนผลการค้นหา แต่ไม่ได้คำนึงถึงความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์คุณ คุณภาพเนื้อหา Search Intent หรือปัจจัยเฉพาะอื่นทั้งหมด

ดังนั้น ไม่ควรเลือกหรือปฏิเสธคีย์เวิร์ดจากค่า KD เพียงตัวเดียว ควรเปิด SERP Overview และตรวจสอบหน้าที่ติดอันดับจริงด้วย

3. Site Audit

Site Audit ใช้ Crawl เว็บไซต์ในลักษณะคล้าย Search Engine Bot แล้วรวบรวมปัญหาที่อาจกระทบต่อการเข้าถึง การจัดทำดัชนี และประสบการณ์ผู้ใช้งาน

ก่อนเริ่ม Crawl ควรกำหนดขอบเขตให้เหมาะสม เช่น:

  • Crawl เฉพาะโดเมนหลัก
  • รวม Subdomain หรือไม่
  • ใช้ Sitemap เป็นแหล่ง URL หรือไม่
  • Crawl หน้า Noindex หรือไม่
  • จำกัดจำนวนหน้าหรือความเร็วในการ Crawl
  • ใช้ JavaScript Rendering หรือไม่
  • เชื่อมข้อมูลจาก Google Search Console หรือไม่

หลัง Crawl เสร็จ ไม่ควรแก้ทุกคำเตือนโดยไม่พิจารณา เพราะบางรายการอาจเป็นเพียง Notice หรือไม่ส่งผลกับเว็บไซต์ของคุณ

ควรจัดลำดับจากปัญหาที่มีผลกว้างก่อน เช่น:

  1. หน้าไม่สามารถ Crawl หรือ Index ได้
  2. Canonical และ Redirect ผิดพลาด
  3. Internal Link เสีย
  4. หน้า Important Page เป็น Orphan
  5. Duplicate Content จำนวนมาก
  6. Performance และ Core Web Vitals
  7. ปัญหา On-page รายหน้า

4. Rank Tracker

Rank Tracker เหมาะกับการติดตามคีย์เวิร์ดที่เว็บไซต์ให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคีย์เวิร์ดบริการ สินค้า บทความ หรือ Local Keyword

ควรแบ่งคีย์เวิร์ดด้วย Tag เช่น:

  • คีย์เวิร์ดบริการ
  • คีย์เวิร์ดแบรนด์
  • คีย์เวิร์ดบทความ
  • คีย์เวิร์ดพื้นที่
  • คีย์เวิร์ดเปรียบเทียบ
  • คีย์เวิร์ดที่มี Conversion สูง

การแบ่ง Tag ช่วยให้เห็นว่ากลุ่มเนื้อหาใดกำลังเติบโตหรือถดถอย แทนการดูอันดับรวมทั้งหมดโดยไม่แยกประเภท

5. Content Explorer

Content Explorer ใช้ค้นหาเนื้อหาจากฐานข้อมูลตามคีย์เวิร์ดหรือหัวข้อ แล้วกรองตามข้อมูล เช่น:

  • Organic Traffic
  • Referring Domains
  • Domain Rating
  • วันที่เผยแพร่
  • วันที่อัปเดต
  • ภาษา
  • จำนวนคำ
  • Author
  • Broken Page
  • Live หรือ Redirect

เครื่องมือนี้สามารถใช้หา:

  • บทความที่ได้รับ Backlink สูง
  • หัวข้อที่มีโอกาสทำ Digital PR
  • Broken Page ที่เคยมี Backlink
  • เว็บไซต์ที่เผยแพร่เนื้อหาในอุตสาหกรรมเดียวกัน
  • ผู้เขียนที่เหมาะกับการ Outreach
  • เนื้อหาที่ควรอัปเดต

6. Brand Radar

Brand Radar เป็นเครื่องมือสำหรับติดตามการมองเห็นของแบรนด์ในระบบค้นหาและแพลตฟอร์ม AI รวมถึงการตรวจสอบว่าแบรนด์ คู่แข่ง สินค้า หรือเว็บไซต์ถูกกล่าวถึงและอ้างอิงในคำตอบอย่างไร

ผู้ใช้งานยังสามารถกำหนด Custom Prompt เพื่อติดตามคำถามเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น:

  • บริษัทรับทำ SEO แนะนำในประเทศไทย
  • เครื่องมือวิเคราะห์ Backlink ที่น่าใช้
  • Hosting แบบใดเหมาะกับร้านค้าออนไลน์
  • แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใดเหมาะกับครอบครัว

Ahrefs ระบุว่า Brand Radar รองรับการติดตาม Custom Prompt และมีฐานข้อมูลสำหรับวิเคราะห์การมองเห็นใน AI Search ควบคู่กับเครื่องมือ SEO หลัก

7. AI Content Helper

AI Content Helper เป็นเครื่องมือช่วยวางแผนและปรับเนื้อหา โดยวิเคราะห์ Search Intent และหัวข้อที่ปรากฏในหน้าที่ทำผลงานดี

เครื่องมือสามารถช่วยผู้เขียนตรวจสอบว่า:

  • เนื้อหาครอบคลุม Intent หลักหรือไม่
  • ขาดหัวข้อสำคัญใด
  • โครงสร้างเนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการหรือไม่
  • แต่ละส่วนพูดถึงหัวข้อใด
  • เนื้อหาซ้ำกับหน้าอื่นมากเกินไปหรือไม่

Ahrefs อธิบายว่า AI Content Helper สามารถตรวจจับ Search Intent หลายรูปแบบของคีย์เวิร์ด และช่วยจัดเนื้อหาให้สอดคล้องกับหน้าที่ติดอันดับได้

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือควรใช้เป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ ไม่ควรนำคำแนะนำมาเพิ่มในบทความทุกหัวข้อโดยอัตโนมัติ เนื้อหายังต้องมีข้อมูลจริง ประสบการณ์ ตัวอย่าง และมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน

ค่า DR, UR และ AR ใน Ahrefs คืออะไร?

Domain Rating หรือ DR

Domain Rating หรือ DR คือค่าที่ Ahrefs ใช้ประเมินความแข็งแรงเชิงเปรียบเทียบของ Backlink Profile ระดับโดเมน โดยมีคะแนนตั้งแต่ 0–100 และใช้สเกลแบบลอการิทึม

DR สูงไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์มีคุณภาพสูงในทุกด้าน และไม่ได้รับประกันว่าจะติดอันดับ เพราะ DR ไม่ได้วัด:

  • คุณภาพเนื้อหา
  • ประสบการณ์ผู้ใช้งาน
  • ความเชี่ยวชาญของผู้เขียน
  • Search Intent
  • Technical SEO
  • Conversion
  • ความถูกต้องของข้อมูล
  • บทลงโทษจาก Search Engine

Ahrefs เองไม่แนะนำให้ใช้ DR เป็นตัวชี้วัดคุณภาพหรือความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์เพียงตัวเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกับ Organic Traffic, UR และข้อมูลอื่น

URL Rating หรือ UR

URL Rating หรือ UR คือค่าประเมินความแข็งแรงของ Backlink Profile ในระดับ URL รายหน้า มีคะแนนตั้งแต่ 0–100

เว็บไซต์หนึ่งอาจมี DR สูง แต่บทความใหม่อาจมี UR ต่ำ เพราะยังไม่มี Internal Link หรือ Backlink เข้ามายังหน้านั้นมากนัก

UR จึงเหมาะสำหรับเปรียบเทียบความแข็งแรงของหน้ารายหน้า เช่น เปรียบเทียบบทความของเรากับหน้าที่ติดอันดับในคีย์เวิร์ดเดียวกัน

Ahrefs Rank หรือ AR

Ahrefs Rank คือการจัดลำดับเว็บไซต์ในฐานข้อมูลของ Ahrefs ตามความแข็งแรงของ Backlink Profile โดยเว็บไซต์ที่มี Backlink Profile แข็งแรงกว่าจะมีลำดับใกล้เลขหนึ่งมากกว่า

ปัจจุบันผู้ใช้งานทั่วไปมักให้ความสำคัญกับ DR, UR, Organic Traffic และ Referring Domains มากกว่า AR

วิธีใช้ Ahrefs สำหรับวางแผนบทความ SEO

สามารถใช้กระบวนการต่อไปนี้เป็นแนวทางเบื้องต้น

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดหัวข้อและ Intent

เริ่มจากหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือกลุ่มเป้าหมาย เช่น “Backlink คืออะไร”

จากนั้นพิจารณาว่าผู้ค้นหาต้องการ:

  • เรียนรู้ความหมาย
  • เปรียบเทียบตัวเลือก
  • ดูราคา
  • หาวิธีทำ
  • เลือกผู้ให้บริการ
  • แก้ปัญหาเฉพาะ

ขั้นตอนที่ 2 ค้นหาคีย์เวิร์ดใน Keywords Explorer

ใส่ Seed Keyword และดู Matching Terms, Related Terms และ Questions

ตัวอย่างคีย์เวิร์ดที่อาจพบ:

  • Backlink คืออะไร
  • Backlink มีอะไรบ้าง
  • Backlink สำคัญอย่างไร
  • วิธีทำ Backlink
  • Backlink คุณภาพ
  • ซื้อ Backlink ดีไหม
  • ราคา Backlink

ไม่ควรนำทุกคีย์เวิร์ดมารวมในบทความเดียว ควรแยกตาม Search Intent เพื่อป้องกันบทความยาวเกินไปและลดปัญหา Keyword Cannibalization

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบ SERP

เปิด SERP Overview เพื่อดูหน้าที่ติดอันดับ แล้วตรวจสอบ:

  • ประเภทหน้า
  • อายุเนื้อหา
  • โครงสร้างหัวข้อ
  • DR และ UR
  • จำนวน Referring Domains
  • Search Intent
  • ความลึกของเนื้อหา
  • จุดที่เนื้อหาปัจจุบันยังตอบไม่ครบ

ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์ Content Gap

ใช้ Content Gap เปรียบเทียบเว็บไซต์กับคู่แข่ง เพื่อค้นหาคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งหลายรายติดอันดับ แต่เว็บไซต์ของคุณยังไม่มี

จากนั้นจัดกลุ่มเป็น:

  • บทความใหม่
  • หัวข้อที่ควรเพิ่มในบทความเดิม
  • หน้าเปรียบเทียบ
  • FAQ
  • Landing Page
  • Topic Cluster

ขั้นตอนที่ 5 สร้างบทความ

เขียนบทความโดยยึด Search Intent และประโยชน์ของผู้อ่าน ไม่ควรเขียนตามจำนวนคำของคู่แข่งเพียงอย่างเดียว

บทความควรมี:

  • คำตอบหลักตั้งแต่ช่วงต้น
  • โครงสร้าง H2 และ H3 ที่ชัดเจน
  • ตัวอย่างจริง
  • ตารางเมื่อช่วยให้เปรียบเทียบง่ายขึ้น
  • Internal Link
  • แหล่งอ้างอิง
  • FAQ ที่เกี่ยวข้อง
  • วันที่ตรวจสอบหรืออัปเดตข้อมูลเมื่อจำเป็น

ขั้นตอนที่ 6 ติดตามผล

หลังเผยแพร่บทความ ควรเพิ่มคีย์เวิร์ดลง Rank Tracker และตรวจสอบ:

  • หน้าได้รับการ Index หรือไม่
  • คีย์เวิร์ดเริ่มปรากฏเมื่อใด
  • อันดับคีย์เวิร์ดใดเพิ่มขึ้น
  • CTR จาก Search Console
  • Organic Traffic
  • Conversion
  • Backlink ใหม่
  • คำค้นหาที่ไม่ได้วางแผนไว้แต่เริ่มมี Impression

ดู Referring Domains

ใส่โดเมนคู่แข่งใน Site Explorer แล้วเปิดรายงาน Referring Domains เพื่อค้นหาเว็บไซต์ที่สร้างลิงก์ให้คู่แข่ง

ควรกรองและตรวจสอบ:

  • เว็บไซต์เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือไม่
  • ลิงก์มาจากบทความหรือหน้าใด
  • มี Organic Traffic จริงหรือไม่
  • เว็บไซต์ยังได้รับการดูแลหรือไม่
  • ลิงก์เกิดจากข่าว บทความ แหล่งอ้างอิง หรือ Directory
  • สามารถสร้างเนื้อหาที่เหมาะกับเว็บไซต์นั้นได้หรือไม่

รายงาน Best by Links ช่วยค้นหาหน้าของคู่แข่งที่ได้รับ Backlink มากที่สุด ทำให้ทราบว่าเนื้อหาประเภทใดดึงดูดลิงก์ เช่น:

  • งานวิจัย
  • สถิติ
  • เครื่องมือฟรี
  • Template
  • คู่มือฉบับสมบูรณ์
  • Infographic
  • รายงานตลาด
  • กรณีศึกษา

Link Intersect ช่วยค้นหาเว็บไซต์ที่ลิงก์ไปยังคู่แข่งหลายราย แต่ยังไม่ได้ลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณ

เว็บไซต์เหล่านี้อาจเป็นเป้าหมาย Outreach ที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าเคยอ้างอิงหรือเผยแพร่เนื้อหาในอุตสาหกรรมเดียวกัน

Ahrefs ฟรีหรือไม่?

Ahrefs มีทั้งเครื่องมือแบบเสียค่าใช้บริการ เครื่องมือ SEO ฟรี และ Ahrefs Webmaster Tools

Ahrefs Webmaster Tools ให้เจ้าของเว็บไซต์ที่ยืนยันสิทธิ์เข้าถึงเครื่องมือบางส่วน เช่น:

  • Web Analytics
  • Site Audit
  • Site Explorer สำหรับเว็บไซต์ที่ยืนยันแล้ว

Ahrefs ระบุว่า Site Audit ใน Webmaster Tools สามารถตรวจสอบปัญหา Technical และ On-page SEO ส่วน Site Explorer แสดงหน้าที่สร้าง Traffic คีย์เวิร์ด และเว็บไซต์ที่ลิงก์เข้ามา

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือฟรีบางประเภท เช่น Keyword Generator และ Free Backlink Checker แต่ข้อมูลและจำนวนรายงานจะมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับแพ็กเกจเต็ม

แพ็กเกจและเงื่อนไขของ Ahrefs อาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจสอบหน้าราคาทางการก่อนสมัคร โดยปัจจุบันแพ็กเกจต่างกันตามจำนวนโปรเจกต์ ประวัติข้อมูล จำนวนคีย์เวิร์ดที่ติดตาม Crawl Credit และจำนวนข้อมูลที่ Export ได้

ข้อดีของ Ahrefs

มีข้อมูล SEO หลายด้านในระบบเดียว

ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์ Keyword, Backlink, คู่แข่ง Technical SEO และอันดับได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือหลายระบบ

เหมาะกับการวิเคราะห์คู่แข่ง

Site Explorer, Content Gap, Top Pages และ Link Intersect ช่วยให้เห็นกลยุทธ์ SEO ของคู่แข่งได้รวดเร็ว

Ahrefs มีรายงาน Backlink ที่ละเอียดและสามารถดูทั้ง Referring Domain, Anchor, New Link, Lost Link และหน้าที่ได้รับลิงก์

มีข้อมูลย้อนหลัง

แพ็กเกจบางระดับรองรับข้อมูลย้อนหลัง ทำให้ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของ Traffic, Keyword และ Backlink ได้

รองรับการทำงานทั้งเว็บไซต์เล็กและองค์กร

สามารถใช้กับ Blog, เว็บไซต์ธุรกิจ ร้านค้าออนไลน์ Agency และเว็บไซต์องค์กร แต่ต้องเลือกแพ็กเกจให้เหมาะกับจำนวนโปรเจกต์และผู้ใช้งาน

ข้อจำกัดของ Ahrefs

ข้อมูล Traffic เป็นค่าประมาณ

ข้อมูล Traffic ของคู่แข่งไม่ได้มาจาก Analytics ของเว็บไซต์โดยตรง ตัวเลขจริงจึงอาจแตกต่างกัน

ค่า DR ไม่ใช่คะแนนจาก Google

DR เป็น Metric ของ Ahrefs ไม่ใช่ปัจจัยการจัดอันดับที่ Google ประกาศใช้ และไม่ควรใช้เป็นตัวแทนคุณภาพเว็บไซต์ทั้งหมด

ค่าใช้บริการอาจสูงสำหรับผู้เริ่มต้น

ผู้ใช้งานที่มีเว็บไซต์เพียงแห่งเดียวอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้ทุกฟีเจอร์ สามารถเริ่มจาก Ahrefs Webmaster Tools, Google Search Console และเครื่องมือฟรีก่อนได้

ต้องอาศัยการตีความ

Ahrefs แสดงข้อมูลจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าคำแนะนำทุกข้อควรถูกนำไปใช้ทันที ผู้ใช้งานยังต้องเข้าใจ Search Intent, ธุรกิจ และคุณภาพเนื้อหา

ฐานข้อมูลไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ต

ไม่มีเครื่องมือ SEO ใดค้นพบ Backlink หรือคีย์เวิร์ดได้ครบทุกอย่าง ข้อมูลระหว่าง Ahrefs, Search Console และเครื่องมืออื่นจึงอาจแตกต่างกัน

Ahrefs เหมาะกับใคร?

Ahrefs เหมาะกับ:

  • เจ้าของเว็บไซต์ที่ต้องการเพิ่ม Organic Traffic
  • นักทำ SEO
  • Content Writer และ Content Strategist
  • Digital Marketing Agency
  • เจ้าของร้านค้าออนไลน์
  • นักการตลาดออนไลน์
  • ทีมประชาสัมพันธ์และ Digital PR
  • ผู้ดูแลเว็บไซต์องค์กร
  • ทีมพัฒนาเว็บไซต์
  • ผู้ที่ต้องวิเคราะห์คู่แข่งและตลาด

สำหรับผู้เริ่มต้น ควรเรียนรู้เฉพาะ Site Explorer, Keywords Explorer และ Site Audit ก่อน ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกเมนูพร้อมกัน

Ahrefs ต่างจาก Google Search Console อย่างไร?

Google Search Console แสดงข้อมูลจากเว็บไซต์ที่คุณยืนยันสิทธิ์ เช่น Impression, Click, CTR, Average Position และปัญหาการ Index

Ahrefs สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งเว็บไซต์ของคุณและคู่แข่ง รวมถึงมีฐานข้อมูล Keyword และ Backlink ของตนเอง

หัวข้อAhrefsGoogle Search Console
เว็บไซต์ที่วิเคราะห์ได้เว็บไซต์ของตนเองและคู่แข่งเฉพาะเว็บไซต์ที่ยืนยันสิทธิ์
ข้อมูลคลิกจริงเป็นค่าประมาณในรายงานคู่แข่งข้อมูลจาก Google Search
ตรวจสอบ Backlinkมีรายงานละเอียดมีข้อมูลลิงก์พื้นฐาน
Keyword Researchมีฐานข้อมูลค้นหาคีย์เวิร์ดแสดงคำค้นหาที่เว็บไซต์ได้รับ Impression
Technical Auditมี Site Auditมีรายงาน Index และประสบการณ์หน้า
วิเคราะห์คู่แข่งทำได้ไม่ได้
ค่าใช้บริการมีทั้งฟรีแบบจำกัดและเสียเงินฟรี

เครื่องมือทั้งสองไม่ได้ทดแทนกัน แต่ควรใช้ร่วมกัน โดยใช้ Search Console ตรวจข้อมูลจริงของเว็บไซต์ และใช้ Ahrefs สำหรับการวิจัยตลาด คู่แข่ง Keyword และ Backlink

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Ahrefs

Ahrefs คืออะไร?

Ahrefs คือแพลตฟอร์มวิเคราะห์ SEO ที่ใช้ตรวจสอบ Keyword, Backlink, Organic Traffic, คู่แข่ง อันดับ และปัญหาทาง Technical SEO

Ahrefs ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ใช้ค้นหาคีย์เวิร์ด วิเคราะห์คู่แข่ง ตรวจ Backlink ทำ Site Audit ติดตามอันดับ ค้นหา Content Gap และวางแผน Link Building

ค่า DR คืออะไร?

DR หรือ Domain Rating คือค่าของ Ahrefs ที่ประเมินความแข็งแรงเชิงเปรียบเทียบของ Backlink Profile ระดับโดเมน ตั้งแต่ 0–100 ไม่ใช่คะแนนจาก Google และไม่ควรใช้วัดคุณภาพเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว

DR สูงช่วยให้ติดอันดับหรือไม่?

DR สูงอาจสะท้อนว่าโดเมนมี Backlink Profile แข็งแรง แต่ไม่ได้รับประกันอันดับ เพราะยังมีปัจจัยด้าน Search Intent, เนื้อหา, Internal Link, Technical SEO และการแข่งขันของแต่ละคีย์เวิร์ด

ไม่สามารถรับประกันว่าพบ Backlink ทุกลิงก์บนอินเทอร์เน็ตได้ ข้อมูลอาจแตกต่างจาก Google Search Console และเครื่องมืออื่นตามความถี่และวิธีการ Crawl

Ahrefs ใช้ฟรีได้หรือไม่?

มี Ahrefs Webmaster Tools และเครื่องมือฟรีบางประเภท แต่รายงานและขีดจำกัดจะต่างจากแพ็กเกจเสียค่าใช้บริการ

Ahrefs เหมาะกับมือใหม่หรือไม่?

เหมาะ แต่ข้อมูลและเมนูมีจำนวนมาก มือใหม่ควรเริ่มจากการตรวจเว็บไซต์ด้วย Site Audit ดูคีย์เวิร์ดใน Site Explorer และทดลอง Keywords Explorer ก่อน

Ahrefs กับ Semrush ต่างกันอย่างไร?

ทั้งสองเป็นแพลตฟอร์มการตลาดและ SEO ที่มีฟีเจอร์ใกล้เคียงกัน แต่ฐานข้อมูล รูปแบบรายงาน Metric และขีดจำกัดแพ็กเกจต่างกัน ควรทดลองใช้งานตามงานหลักของทีมแทนการตัดสินจากฟีเจอร์เพียงรายการเดียว

Ahrefs ใช้แทน Google Analytics ได้หรือไม่?

ไม่ควรใช้แทนทั้งหมด เพราะข้อมูล Traffic ของ Ahrefs มักเป็นค่าประมาณสำหรับการวิเคราะห์ SEO ขณะที่ระบบ Analytics ที่ติดตั้งในเว็บไซต์แสดงพฤติกรรมผู้ใช้งานจริงตามการเก็บข้อมูลของระบบนั้น

สรุป

Ahrefs คือเครื่องมือวิเคราะห์ SEO และการตลาดออนไลน์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาคีย์เวิร์ด การตรวจสอบ Backlink การวิเคราะห์คู่แข่ง การทำ Technical SEO ไปจนถึงการติดตามอันดับและการมองเห็นแบรนด์ในระบบค้นหาแบบ AI

เครื่องมือสำคัญของ Ahrefs ได้แก่:

  • Site Explorer สำหรับวิเคราะห์เว็บไซต์และคู่แข่ง
  • Keywords Explorer สำหรับค้นหาและประเมินคีย์เวิร์ด
  • Site Audit สำหรับตรวจปัญหา Technical SEO
  • Rank Tracker สำหรับติดตามอันดับ
  • Content Explorer สำหรับค้นหาเนื้อหาและโอกาสสร้างลิงก์
  • Brand Radar สำหรับติดตามการมองเห็นของแบรนด์
  • AI Content Helper สำหรับช่วยวิเคราะห์ Intent และความครอบคลุมของเนื้อหา

แม้ Ahrefs จะให้ข้อมูลจำนวนมาก แต่ผู้ใช้งานไม่ควรตัดสินใจจาก Metric เพียงค่าเดียว โดยเฉพาะ DR, KD หรือ Traffic Estimate ควรตรวจสอบเว็บไซต์จริง ผลการค้นหา Search Intent และข้อมูลจาก Google Search Console ร่วมกัน

การใช้ Ahrefs ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงไม่ได้อยู่ที่การเปิดดูตัวเลขให้มากที่สุด แต่อยู่ที่การเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย นำไปปรับเนื้อหา โครงสร้างเว็บไซต์ และกลยุทธ์ Backlink แล้วติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

ติดต่อเรา

หากคุณสนใจบริการด้านการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ WordPress, SEO, Backlink, Google Maps SEO, Local SEO เราพร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต

ป้ายกำกับ:Devil Backlink

บทความ ที่เกี่ยวข้อง

26-1.jpg
เว็บไซต์และเว็บแอป ต่างกันยังไง? เลือกแบบไหนเหมาะก...
หลายคนที่กำลังจะทำระบบออนไลน์ มักสับสนระหว่าง👉 “เว็บไซต์ (Website)”👉 “เว็บแอป ...
26-1.jpg
เว็บไซต์ราคาเท่าไหร่? สรุปงบทำเว็บปีล่าสุด + วิธีเ...
หนึ่งในคำถามที่คนอยากมีเว็บไซต์สงสัยมากที่สุดคือ คำตอบคือ “ไม่มีราคาตายตัว” แต่บ...
26-1.jpg
เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง? เช็กลิสต์สำคัญที่ช่วย...
ในยุคดิจิทัล เว็บไซต์ไม่ได้เป็นแค่ “หน้าตาออนไลน์” ของธุรกิจอีกต่อไป แต่คือเครื่...
26-1.jpg
ทำเว็บไซต์เองหรือจ้างแบบไหนดี? เปรียบเทียบชัด เลือ...
ถ้าคุณกำลังจะมีเว็บไซต์ สิ่งที่ต้องตัดสินใจคือ “ควรทำเว็บไซต์เอง หรือจ้างทำดี?” ...
26-1.jpg
ทำเว็บไซต์ใช้เวลานานแค่ไหน? สรุประยะเวลาจริงตั้งแต...
หนึ่งในคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดคือ 👉 “ทำเว็บไซต์ใช้เวลากี่วัน?”👉 “เริ่มวันน...
26-1.jpg
จ้างทำเว็บไซต์ต้องเตรียมอะไรบ้าง? เช็กลิสต์ครบก่อน...
การจ้างทำเว็บไซต์เป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณได้เว็บไซต์แบบมืออาชีพโดยไม่ต้องลงมือท...
26-1.jpg
วิธีสร้างเว็บไซต์ฟรี ทำเองได้จริง (Step-by-Step)
ในยุคนี้การมีเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แม้คุณจะไม่มีงบมากหรือไม่มีพื้นฐานเ...
พร้อมที่จะเริ่มต้นหรือยัง?