
Backlink หรือการได้รับลิงก์จากเว็บไซต์อื่นมายังเว็บไซต์ของเรา เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Google ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์บนหน้าผลการค้นหา (SERPs) ซึ่ง Backlink นั้นมีหลายประเภท และแต่ละประเภทส่งผลต่อ SEO แตกต่างกัน หนึ่งในประเภทที่นักการตลาดและนักทำ SEO ต้องทำความเข้าใจคือ Nofollow Backlink
Nofollow Backlink คือ ลิงก์ที่มีการตั้งค่าให้ Google หรือ Search Engine ไม่ส่ง “คะแนน SEO” (Link Juice) มายังเว็บไซต์ปลายทาง แม้จะดูเหมือนไม่มีผลต่อ SEO โดยตรง แต่ความจริงแล้ว Nofollow Backlink มีบทบาทสำคัญไม่น้อยในการสร้าง Traffic สร้างความน่าเชื่อถือ และช่วยเสริมแกร่งให้เว็บไซต์ในระยะยาว บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จัก Nofollow Backlink และวิธีใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หัวข้อ
Nofollow Backlink คืออะไร?
Nofollow Backlink คือ ลิงก์ที่มีการกำหนดแท็ก rel=”nofollow” เพื่อบอกให้ Google และ Search Engine อื่น ๆ รับรู้ว่า ไม่ต้องส่งค่าพลัง SEO (Link Juice) ผ่านลิงก์นี้มายังเว็บไซต์ปลายทาง
Google แนะนำให้ใช้ Nofollow Backlink กับลิงก์ที่ไม่สามารถรับรองความน่าเชื่อถือได้ เช่น ลิงก์จากคอมเมนต์ ฟอรัม หรือโฆษณา เพื่อป้องกัน Spam และรักษาคุณภาพของเว็บไซต์ต้นทาง
ตัวอย่างโค้ดของ Nofollow Link
<a href="https://example.com" rel="nofollow">Visit Example</a>ลักษณะสำคัญของ Nofollow Backlink
- ไม่ส่งคะแนน SEO หรือ Link Juice
- ใช้สำหรับลิงก์ในพื้นที่ที่เจ้าของเว็บไม่ได้ควบคุมโดยตรง
- ช่วยป้องกันเว็บไซต์ต้นทางจากการโดน Spam
- มีผลต่อการสร้าง Traffic และภาพลักษณ์แบรนด์ทางอ้อม
ตัวอย่างแหล่งที่มาของ Nofollow Backlink
- ลิงก์ในคอมเมนต์ของบล็อกหรือเว็บไซต์
- ลิงก์ในฟอรัมหรือเว็บบอร์ด
- ลิงก์จาก Social Media เช่น Facebook, Instagram, Twitter
- ลิงก์จากโฆษณา Google Ads หรือแบนเนอร์ต่าง ๆ
- ลิงก์จากเว็บไซต์ที่ใส่ rel=”nofollow” ให้กับลิงก์ภายนอกทั้งหมด
Nofollow Backlink ส่งผลต่อ SEO อย่างไร?
ข้อดีของ Nofollow Backlink
- เพิ่ม Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ จากแหล่งที่มีผู้ชมจำนวนมาก
- สร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มใหญ่พูดถึงแบรนด์
- ปลอดภัยต่อ SEO ไม่เสี่ยงโดน Google Penalty
- ช่วยสร้างแบรนด์ และทำให้เกิดการพูดถึงในวงกว้าง
ข้อเสียของ Nofollow Backlink
- ไม่ส่งผลต่ออันดับ SEO โดยตรง
- ไม่ช่วยเพิ่ม Domain Authority (DA) หรือ Page Authority (PA)
- อาจได้ Traffic ที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย หากเลือกแหล่งลงลิงก์ไม่ดี
ความแตกต่างระหว่าง Dofollow และ Nofollow Backlink
| ประเภท Backlink | ส่งผลต่อ SEO | ส่ง Traffic | ความน่าเชื่อถือ | ความปลอดภัย |
|---|---|---|---|---|
| Dofollow | สูง | สูง | สูง | ปานกลาง |
| Nofollow | ต่ำ | สูง | สูง | สูง |
เมื่อใดควรใช้ Nofollow Backlink
- ลิงก์จากคอมเมนต์หรือพื้นที่ที่ผู้ใช้งานทั่วไปสร้างขึ้น
- ลิงก์จากการโฆษณา บทความสปอนเซอร์ หรือรีวิวแบบเสียเงิน
- ลิงก์ออกไปยังเว็บไซต์ที่ไม่สามารถยืนยันความน่าเชื่อถือได้
- ลิงก์จาก Social Media และแพลตฟอร์มภายนอกที่มีการกำหนด Nofollow เป็นมาตรฐาน
แนวทางใช้ Nofollow Backlink ให้เกิดประโยชน์
- เลือกโพสต์ในเว็บไซต์ที่มีฐานผู้ชมตรงกลุ่มเป้าหมาย แม้จะเป็น Nofollow แต่ช่วยสร้าง Traffic และการรับรู้แบรนด์
- ใช้เพื่อเสริมแคมเปญการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะการทำ Content Marketing หรือ PR
- สร้างสมดุลให้กับ Profile Backlink ไม่ควรมีแต่ Dofollow เพียงอย่างเดียว เพราะ Google ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติ
สรุป
Nofollow Backlink อาจไม่ได้ส่งผลต่อคะแนน SEO โดยตรงเหมือน Dofollow แต่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างการพูดถึงแบรนด์ และลดความเสี่ยงต่อการถูก Google ลงโทษจากการสร้าง Backlink คุณภาพต่ำ
การทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพจึงควรสร้างสมดุลระหว่าง Dofollow และ Nofollow Backlink เพื่อให้เว็บไซต์เติบโตอย่างยั่งยืน ปลอดภัย และได้รับ Traffic คุณภาพอย่างต่อเนื่อง
ติดต่อเรา
หากคุณสนใจบริการด้านการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ WordPress, SEO, Backlink, Google Maps SEO, Local SEO เราพร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต
- Facebook : Devil Backlink
- LINE : Devil Backlink
- เว็บไซต์ : www.devilbacklink.com
- แผนที่ : Devil Backlink




