CMS คืออะไร? ระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ทำงานอย่างไร และเหมาะกับใคร

/
/
CMS คืออะไร? ระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ทำงานอย่างไร และเหมาะกับใคร
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

การสร้างเว็บไซต์ในอดีตมักต้องอาศัยการเขียน HTML และแก้ไขไฟล์เว็บไซต์โดยตรง แต่ปัจจุบันเจ้าของเว็บไซต์จำนวนมากสามารถเพิ่มบทความ แก้ไขหน้าเว็บไซต์ อัปโหลดรูปภาพ จัดหมวดหมู่สินค้า หรือสร้างหน้าใหม่ได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปแก้ Code ทุกครั้ง

ระบบที่ช่วยให้สามารถจัดการเนื้อหาเหล่านี้ได้เรียกว่า CMS หรือ Content Management System

CMS เป็นพื้นฐานสำคัญของเว็บไซต์จำนวนมาก ตั้งแต่:

  • Blog
  • เว็บไซต์บริษัท
  • เว็บไซต์ข่าว
  • Portfolio
  • เว็บไซต์โรงเรียน
  • เว็บไซต์องค์กร
  • Ecommerce
  • Membership Website
  • Knowledge Base

หนึ่งใน CMS ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ WordPress ซึ่งสามารถใช้สร้างเว็บไซต์ตั้งแต่ Blog ขนาดเล็กไปจนถึงเว็บไซต์ธุรกิจและร้านค้าออนไลน์

WordPress.org อธิบาย CMS ว่าเป็น Software ที่ช่วยให้การดูแลและจัดการ Content บนเว็บไซต์ทำได้ง่ายขึ้น และ WordPress เองเป็น Content Management System แบบ Open Source ที่ใช้สร้างและบริหารเว็บไซต์ได้หลากหลายรูปแบบ

หัวข้อ

CMS คืออะไร?

CMS ย่อมาจาก Content Management System คือระบบหรือ Software สำหรับสร้าง จัดการ แก้ไข และเผยแพร่ Content บนเว็บไซต์ โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องแก้ Code ของเว็บไซต์ทุกครั้ง

Content ที่ CMS สามารถจัดการได้ เช่น:

  • ข้อความ
  • บทความ
  • รูปภาพ
  • วิดีโอ
  • หน้าเว็บไซต์
  • เมนู
  • หมวดหมู่
  • Tag
  • สินค้า
  • ข้อมูลผู้ใช้งาน
  • Custom Content

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ

หากต้องการเพิ่มบทความใหม่โดยไม่มี CMS ผู้พัฒนาอาจต้อง:

  1. สร้างไฟล์ HTML
  2. ใส่เนื้อหา
  3. เพิ่มรูปภาพ
  4. แก้ Navigation
  5. Upload ไฟล์เข้า Server

แต่หากใช้ CMS ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถ Login เข้า Dashboard แล้ว:

  1. กด “เพิ่มบทความ”
  2. เขียนเนื้อหา
  3. ใส่รูป
  4. เลือกหมวดหมู่
  5. กด Publish

ระบบจะจัดการส่วนที่เหลือให้

WordPress Learn อธิบายว่า CMS ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดความจำเป็นที่ผู้ใช้งานระบบเผยแพร่เว็บต้องเขียน Programming เอง โดย Interface สำหรับแก้ไขหน้าเว็บสามารถใช้งานได้คล้ายโปรแกรมประมวลผลคำ

CMS ทำงานอย่างไร?

CMS โดยทั่วไปประกอบด้วยหลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน

สามารถมองแบบง่ายได้เป็น:

ผู้ดูแลเว็บไซต์

↓

CMS Dashboard

↓

Database + Files

↓

Template / Theme

↓

หน้าเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานเห็น

Dashboard

Dashboard คือพื้นที่หลังบ้านที่ Admin หรือ Editor ใช้จัดการเว็บไซต์

ตัวอย่างงานที่สามารถทำได้:

  • เพิ่มบทความ
  • แก้ไขหน้า
  • Upload Media
  • จัด Menu
  • เพิ่ม User
  • ติดตั้ง Plugin
  • เปลี่ยน Theme
  • จัดการสินค้า
  • ดู Comment

ความสามารถขึ้นอยู่กับ CMS แต่ละประเภท

Database

CMS ส่วนใหญ่เก็บข้อมูลจำนวนมากไว้ใน Database

เช่น:

  • Post Title
  • Content
  • User
  • Settings
  • Categories
  • Product
  • Metadata

เมื่อผู้ใช้เปิดหน้าเว็บไซต์ ระบบจะดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องจาก Database แล้วแสดงผ่าน Template

Theme หรือ Template

Theme ทำหน้าที่กำหนดรูปแบบการแสดงผลของเว็บไซต์

เช่น:

  • Header
  • Footer
  • Font
  • Layout
  • Blog Archive
  • Single Post
  • Product Page

ใน WordPress สามารถใช้ Theme ร่วมกับ Page Builder อย่าง Elementor เพื่อปรับ Layout ของเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องพัฒนา Theme ใหม่ทั้งหมด

Plugin หรือ Extension

CMS หลายระบบสามารถเพิ่มความสามารถด้วย Plugin หรือ Extension

ตัวอย่าง:

  • SEO
  • Contact Form
  • Ecommerce
  • Security
  • Cache
  • Backup
  • Booking
  • Membership
  • Analytics

ทำให้ CMS เดียวสามารถนำไปใช้กับเว็บไซต์หลายประเภทได้

CMS กับเว็บไซต์ต่างกันอย่างไร?

CMS ไม่ใช่เว็บไซต์โดยตัวมันเองทั้งหมด

เว็บไซต์ คือสิ่งที่ผู้ใช้งานเปิดดูผ่าน Browser

ส่วน

CMS คือระบบหลังบ้านที่ช่วยบริหาร Content และข้อมูลของเว็บไซต์

ตัวอย่าง:

devilbacklink.com

คือเว็บไซต์

WordPress ที่อยู่เบื้องหลัง

คือ CMS

ดังนั้นเว็บไซต์สามารถสร้างได้ทั้ง:

  • ใช้ CMS
  • เขียน Code เอง
  • ใช้ Website Builder
  • ใช้ Web Framework

ไม่จำเป็นว่าทุกเว็บไซต์ต้องใช้ CMS

CMS มีหน้าที่อะไรบ้าง?

ความสามารถแตกต่างกันตามระบบ แต่โดยทั่วไป CMS มักรองรับงานต่อไปนี้

สร้างและแก้ไขบทความ

สามารถสร้าง:

  • Blog Post
  • News
  • Article
  • Guide
  • Knowledge Base

ได้จาก Editor

จัดการหน้าเว็บไซต์

เช่น:

  • Homepage
  • About
  • Services
  • Contact
  • Landing Page

จัดการ Media

เช่น:

  • Image
  • Video
  • PDF
  • Document

จัดหมวดหมู่ Content

เช่น:

  • Category
  • Tag
  • Taxonomy

ช่วยจัดโครงสร้างข้อมูลและ Navigation

จัดการผู้ใช้งาน

CMS หลายระบบรองรับ Role เช่น:

  • Administrator
  • Editor
  • Author
  • Contributor
  • Subscriber

ทำให้ทีมหลายคนทำงานบนเว็บไซต์เดียวกันได้

หนึ่งในคุณสมบัติที่ WordPress Learn ระบุเกี่ยวกับ CMS คือระบบสามารถรองรับผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งคนในการจัดการเว็บไซต์

CMS มีกี่ประเภท?

สามารถแบ่ง CMS ตามโครงสร้างและวิธีใช้งานได้หลายแบบ

Traditional CMS

เป็น CMS ที่ Backend และ Frontend เชื่อมอยู่ในระบบเดียวกัน

ตัวอย่าง:

  • WordPress
  • Drupal
  • Joomla

ผู้ดูแลสร้าง Content ใน Dashboard แล้ว CMS Render หน้าเว็บไซต์ให้

เหมาะกับ:

  • เว็บไซต์บริษัท
  • Blog
  • News
  • Content Website

Headless CMS

Headless CMS แยกส่วน Content Management ออกจาก Frontend

CMS ทำหน้าที่เก็บและจัดการข้อมูล

ส่วน Frontend อาจสร้างด้วย:

  • React
  • Next.js
  • Vue
  • Mobile App

แล้วดึงข้อมูลผ่าน API

เหมาะกับองค์กรที่ต้องใช้ Content ชุดเดียวไปยังหลาย Platform

SaaS CMS

ผู้ให้บริการจัดการ Hosting และระบบให้

ผู้ใช้งานไม่ต้องดูแล Server เองมากนัก

เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการลดภาระ Technical Maintenance

Ecommerce CMS

ออกแบบมาเพื่อร้านค้าออนไลน์

สามารถจัดการ:

  • Product
  • Stock
  • Order
  • Payment
  • Customer

ตัวอย่างในระบบ WordPress คือ WooCommerce ซึ่งเพิ่มความสามารถ Ecommerce ให้เว็บไซต์ WordPress

CMS ยอดนิยมมีอะไรบ้าง?

WordPress

WordPress เป็น Open Source CMS ที่สามารถใช้สร้าง:

  • Blog
  • Business Website
  • News
  • Portfolio
  • Ecommerce
  • Membership
  • Directory

WordPress ระบุว่าแพลตฟอร์มถูกใช้กับเว็บไซต์มากกว่า 43% ของเว็บไซต์ทั้งหมดบนเว็บ และถูกออกแบบให้สามารถใช้งานได้ตั้งแต่ผู้ใช้งานทั่วไปไปจนถึงผู้พัฒนาที่ต้องการปรับแต่งระบบเพิ่มเติม

Drupal

Drupal เป็น Open Source CMS ที่มักพบในเว็บไซต์องค์กรหรือโครงการที่ต้องการระบบ Content และ Permission ซับซ้อน

Joomla

Joomla เป็นอีกหนึ่ง Open Source CMS ที่มีระบบ Extension และ Template

Shopify

Shopify เป็นแพลตฟอร์ม Ecommerce แบบ Hosted เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเปิดร้านออนไลน์โดยไม่ต้องบริหาร Server เองมากนัก

Wix

Wix เป็น Website Builder / Hosted Platform ที่ช่วยให้สร้างเว็บไซต์ผ่าน Visual Editor ได้ง่าย

WordPress เป็น CMS หรือไม่?

ใช่

WordPress เป็น Content Management System แบบ Open Source

สามารถใช้สร้าง จัดการ และเผยแพร่ Content ผ่าน Dashboard

WordPress ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็น Open Source Publishing Platform และสามารถใช้สร้างเว็บไซต์ตั้งแต่ Creator และ Small Business ไปจนถึงเว็บไซต์องค์กรขนาดใหญ่

ดังนั้นคำว่า:

WordPress = CMS

ถือว่าถูกต้อง

แต่:

CMS = WordPress

ไม่ถูกต้อง

เพราะ CMS มีหลายระบบ

CMS กับ WordPress ต่างกันอย่างไร?

CMS เป็นคำเรียกประเภทของ Software

WordPress เป็นหนึ่งใน Software ประเภท CMS

เปรียบเทียบง่าย ๆ:

CMS = รถยนต์

WordPress = รถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง

Drupal, Joomla และระบบอื่นก็คือ CMS เช่นกัน

CMS กับ Website Builder ต่างกันอย่างไร?

สองคำนี้มีพื้นที่ทับซ้อนกัน

CMS

เน้น:

  • Content
  • Content Structure
  • Users
  • Publishing
  • Database
  • Workflow

Website Builder

เน้น:

  • Visual Design
  • Drag & Drop
  • Layout
  • Template

แต่ Platform สมัยใหม่สามารถเป็นทั้งสองอย่างได้

ตัวอย่าง WordPress เป็น CMS และสามารถเพิ่ม Page Builder อย่าง Elementor เพื่อช่วยด้าน Visual Design

Elementor เป็น CMS หรือไม่?

ไม่

Elementor เป็น Website Builder / Page Builder ที่ทำงานร่วมกับ WordPress

โครงสร้างคือ:

WordPress
→ CMS

Elementor
→ Page Builder

Elementor ช่วยสร้าง:

  • Layout
  • Section
  • Landing Page
  • Header
  • Footer

แต่ Content Management หลักยังอยู่ที่ WordPress

WooCommerce เป็น CMS หรือไม่?

ไม่ใช่ CMS แยกจาก WordPress

WooCommerce เป็น Ecommerce Plugin สำหรับ WordPress

เมื่อใช้งานร่วมกัน:

WordPress
→ CMS

WooCommerce
→ Ecommerce Functionality

ทำให้ WordPress สามารถจัดการ:

  • Product
  • Order
  • Customer
  • Checkout

ได้

CMS มีข้อดีอะไร?

ไม่ต้องแก้ Code ทุกครั้ง

ทีม Content สามารถแก้บทความหรือหน้าเว็บเองได้

จัดการ Content ง่าย

มี Interface สำหรับ:

  • Create
  • Edit
  • Draft
  • Publish
  • Schedule

รองรับทีมหลายคน

สามารถแบ่ง Role และ Permission

ขยายระบบได้

CMS หลายระบบมี:

  • Plugin
  • Extension
  • Module
  • API

สร้างเว็บไซต์เร็วขึ้น

ไม่จำเป็นต้องพัฒนาระบบ Content Management ใหม่ตั้งแต่ศูนย์

จัดการเว็บไซต์จำนวนมากได้ง่ายขึ้น

เหมาะกับเว็บไซต์ที่มี Content เพิ่มต่อเนื่อง

CMS มีข้อเสียอะไร?

ต้องดูแล Update

CMS, Theme และ Plugin ต้องได้รับการอัปเดต

โดยเฉพาะ Open Source CMS

อาจมีปัญหาความปลอดภัย

หาก:

  • ไม่ Update
  • ใช้ Plugin เก่า
  • Password อ่อน
  • Theme มีช่องโหว่

อาจเพิ่มความเสี่ยง

Plugin มากเกินไป

การติด Plugin จำนวนมากโดยไม่มีการจัดการอาจทำให้:

  • Website ช้า
  • Conflict
  • Error
  • Security Risk

โครงสร้างอาจซับซ้อน

เว็บไซต์ขนาดใหญ่ต้องวางแผน:

  • Post Type
  • Taxonomy
  • URL
  • User Role
  • Workflow

ให้ดีตั้งแต่ต้น

CMS มีผลต่อ SEO หรือไม่?

CMS ไม่ได้ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับ Google โดยอัตโนมัติ

แต่ CMS สามารถส่งผลทางอ้อมต่อ SEO ได้มาก เพราะเกี่ยวข้องกับ:

  • URL Structure
  • Metadata
  • Sitemap
  • Canonical
  • Internal Link
  • Page Speed
  • Mobile
  • Structured Data
  • Content Management

Google Search Essentials ระบุว่าเว็บไซต์ที่ต้องการมีโอกาสแสดงใน Google Search ต้องมีพื้นฐานด้าน Technical Requirements รวมถึงทำตาม Spam Policies และแนวทางสำคัญสำหรับ Search Engine

ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ CMS ไหน ก็ต้องตั้งค่าระบบให้ Search Engine:

  • Crawl ได้
  • Index ได้
  • เข้าใจโครงสร้างหน้า
  • พบ Internal Link

CMS ที่ดีต่อ SEO ควรมีอะไร?

แก้ Meta Title และ Description ได้

ควรสามารถกำหนด:

  • SEO Title
  • Meta Description

ได้รายหน้า

ควบคุม URL ได้

เช่น:

/cms/

ดีกว่า URL ที่อ่านยากโดยไม่มีเหตุผล

จัดการ Canonical ได้

มีประโยชน์เมื่อเกิด:

  • Duplicate Content
  • Filter
  • Parameter
  • Archive

สร้าง Sitemap ได้

ช่วยให้ Search Engine พบ URL สำคัญ

เว็บไซต์ควรวาง โครงสร้างเว็บไซต์สำหรับ SEO ให้หน้า Pillar และ Supporting Content เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

รองรับ Redirect

เมื่อ URL เปลี่ยน ควรสามารถจัดการ 301 Redirect ได้

รองรับ Mobile

เว็บไซต์ต้องแสดงผลได้ดีบนอุปกรณ์หลายประเภท

CMS แบบไหนเหมาะกับเว็บไซต์ธุรกิจ?

ขึ้นอยู่กับความต้องการ

หากธุรกิจต้องการ:

  • เว็บไซต์บริษัท
  • Blog
  • SEO
  • Landing Page
  • ปรับแต่งสูง

WordPress มักเป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่น

หากเน้น Ecommerce และต้องการ Hosted Platform:

ระบบ Ecommerce SaaS อาจเหมาะกว่า

หากเป็น Enterprise Application ที่มีหลาย Frontend:

Headless CMS อาจเหมาะกว่า

จึงไม่มี CMS ที่ “ดีที่สุดทุกกรณี”

วิธีเลือก CMS

ก่อนเลือกควรถามคำถามต่อไปนี้

เว็บไซต์ประเภทไหน?

  • Corporate
  • Blog
  • Ecommerce
  • Membership
  • Directory
  • Portal

ใครเป็นคนแก้ Content?

ทีม Marketing หรือ Developer?

ต้องทำ SEO แค่ไหน?

หาก SEO เป็น Channel สำคัญ ต้องตรวจความสามารถด้าน:

  • Metadata
  • URL
  • Sitemap
  • Schema
  • Redirect
  • Canonical

ต้องเชื่อมระบบอื่นหรือไม่?

เช่น:

  • CRM
  • ERP
  • Payment
  • API
  • Marketing Automation

งบประมาณเท่าไร?

อย่าดูเฉพาะค่า Software

ควรรวม:

  • Hosting
  • Development
  • Maintenance
  • Security
  • Plugin
  • Support

มีทีม Technical หรือไม่?

ระบบที่ยืดหยุ่นมากอาจต้องใช้ทีมดูแลมากขึ้น

CMS เหมาะกับใคร?

เหมาะกับเว็บไซต์ที่มี Content ต้องอัปเดต

เช่น:

  • บริษัท
  • ร้านค้า
  • Blog
  • สำนักข่าว
  • โรงเรียน
  • Agency
  • โรงพยาบาล
  • Ecommerce

โดยเฉพาะองค์กรที่ทีม Marketing ต้องแก้เนื้อหาเองโดยไม่ต้องส่งให้ Developer ทุกครั้ง

CMS จำเป็นต้องมี Hosting หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับประเภท CMS

Self-hosted

ต้องมี:

  • Domain
  • Hosting
  • Server

ตัวอย่างเช่น WordPress ที่ติดตั้งเอง

Hosted CMS

ผู้ให้บริการดูแล Hosting ให้

ผู้ใช้ชำระค่าบริการและใช้งานผ่านระบบของผู้ให้บริการ

CMS ต้องเขียน Code หรือไม่?

ไม่จำเป็นสำหรับงานพื้นฐานหลายอย่าง

เช่น:

  • เขียน Blog
  • เพิ่มรูป
  • แก้ข้อความ
  • สร้างหน้า

แต่การทำเว็บไซต์ที่ซับซ้อนอาจต้องใช้:

  • HTML
  • CSS
  • JavaScript
  • PHP
  • API

ขึ้นอยู่กับ CMS และ Requirement

CMS ฟรีหรือไม่?

มีทั้งฟรีและเสียเงิน

ตัวอย่าง Open Source CMS สามารถดาวน์โหลด Software ได้ฟรี

แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น:

  • Domain
  • Hosting
  • Theme
  • Plugin
  • Development
  • Maintenance

ดังนั้น “CMS ฟรี” ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์ทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่าย

CMS กับ Static Website แบบไหนดีกว่า?

ขึ้นอยู่กับงาน

CMS

เหมาะเมื่อ:

  • Content เปลี่ยนบ่อย
  • มีหลายหน้า
  • มีทีม Editor
  • ต้องเพิ่มบทความ

Static Website

เหมาะเมื่อ:

  • หน้าไม่มาก
  • Content แทบไม่เปลี่ยน
  • ต้องการระบบเรียบง่าย

ไม่มีคำตอบเดียวว่าแบบไหนดีกว่า

CMS กับ Custom Website ต่างกันอย่างไร?

CMS Website

ใช้ระบบที่มีอยู่แล้วเป็นฐาน

ข้อดี:

  • เร็ว
  • มี Feature พร้อม
  • มีระบบจัดการ Content

Custom Website

สร้างระบบเฉพาะตาม Requirement

เหมาะเมื่อธุรกิจมี Workflow หรือ Function ที่ CMS สำเร็จรูปตอบไม่ได้

บางโครงการสามารถใช้ CMS + Custom Development ร่วมกันได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CMS

CMS คืออะไร?

CMS หรือ Content Management System คือ Software สำหรับสร้าง แก้ไข จัดการ และเผยแพร่ Content บนเว็บไซต์โดยไม่จำเป็นต้องแก้ Code ทุกครั้ง

CMS ย่อมาจากอะไร?

CMS ย่อมาจาก Content Management System

WordPress เป็น CMS หรือไม่?

ใช่ WordPress เป็น Open Source CMS ที่ใช้สร้างและจัดการเว็บไซต์ได้หลายประเภท

Elementor เป็น CMS หรือไม่?

ไม่ Elementor เป็น Page Builder ที่ทำงานบน WordPress

WooCommerce เป็น CMS หรือไม่?

ไม่ WooCommerce เป็น Ecommerce Plugin ที่เพิ่มระบบร้านค้าออนไลน์ให้ WordPress

CMS ใช้ทำ SEO ได้ไหม?

ได้ในแง่ที่ CMS สามารถช่วยจัดการ Metadata, URL, Sitemap, Internal Link และ Content แต่การใช้ CMS ไม่ได้ทำให้ติดอันดับโดยอัตโนมัติ

CMS ต้องเขียน Code ไหม?

งานพื้นฐานจำนวนมากไม่ต้องเขียน Code แต่การปรับแต่งขั้นสูงอาจต้องใช้ Developer

CMS ฟรีไหม?

มีทั้งฟรีและเสียเงิน แม้ Software ฟรีก็ยังอาจมีค่า Hosting, Theme, Plugin และ Maintenance

CMS เหมาะกับเว็บไซต์แบบไหน?

เหมาะกับเว็บไซต์ที่มี Content ต้องแก้หรือเพิ่มต่อเนื่อง เช่น เว็บไซต์ธุรกิจ Blog News และ Ecommerce

สรุป CMS คืออะไร

CMS หรือ Content Management System คือระบบที่ช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถสร้าง จัดการ แก้ไข และเผยแพร่ Content ได้ผ่านระบบหลังบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องแก้ Code ทุกครั้ง

CMS ช่วยให้การทำเว็บไซต์ง่ายขึ้นในหลายด้าน เช่น:

  • Content Management
  • User Management
  • Media
  • Page
  • Blog
  • Menu
  • Ecommerce
  • SEO

หนึ่งใน CMS ที่ได้รับความนิยมคือ WordPress ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งเว็บไซต์ธุรกิจ Blog และ Ecommerce และสามารถเพิ่มเครื่องมืออย่าง Elementor และ WooCommerce ตามความต้องการ

อย่างไรก็ตาม การเลือก CMS ไม่ควรดูเพียงว่า “ระบบไหนดังที่สุด”

ควรพิจารณา:

  • เป้าหมายเว็บไซต์
  • งบประมาณ
  • SEO
  • ความสามารถของทีม
  • Security
  • Maintenance
  • Integration
  • การขยายเว็บไซต์ในอนาคต

และก่อนพัฒนาเว็บไซต์ควรวาง โครงสร้างเว็บไซต์สำหรับ SEO ตั้งแต่ต้น เพื่อให้ Category, Page และ Content เชื่อมโยงกันอย่างเหมาะสม

หากต้องการสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress พร้อมวางโครงสร้าง Content และ SEO ให้รองรับการเติบโตในระยะยาว สามารถดูรายละเอียด บริการทำเว็บไซต์ ของ Devil Backlink เพื่อวางระบบเว็บไซต์ให้เหมาะกับธุรกิจตั้งแต่โครงสร้างจนถึงการดูแล Content

แหล่งอ้างอิง

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อนี้

ติดต่อเรา

หากคุณสนใจบริการด้านการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ WordPress, SEO, Backlink, Google Maps SEO, Local SEO เราพร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต

อ่านต่อ: บทความที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ:WordPress

บทความ ที่เกี่ยวข้อง

7908 website vs web application Horizontal scaled
เว็บไซต์และเว็บแอป ต่างกันยังไง? เลือกแบบไหนเหมาะก...
หลายคนใช้คำว่า “เว็บไซต์” และ “เว็บแอป” สลับกัน เพราะทั้งสองอย่างสามารถเปิดใช้งา...
7909 website cost Horizontal scaled
เว็บไซต์ราคาเท่าไหร่? สรุปค่าทำเว็บไซต์และปัจจัยที...
เว็บไซต์ราคาเท่าไหร่ เป็นหนึ่งในคำถามแรกของเจ้าของธุรกิจที่กำลังวางแผนสร้างเว็บไ...
7911 business website must have Horizontal scaled
เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง? 15 องค์ประกอบสำคัญที่...
เว็บไซต์ธุรกิจไม่ควรมีหน้าที่เพียงแค่ “บอกว่าบริษัทมีตัวตน” แต่ควรช่วยให้ผู้ใช้ง...
7912 build website yourself vs hire Horizontal scaled
ทำเว็บไซต์เองหรือจ้างแบบไหนดี? เปรียบเทียบข้อดี ข้...
การเริ่มทำเว็บไซต์มีคำถามสำคัญที่เจ้าของธุรกิจเกือบทุกคนต้องเจอ คือ “ควรทำเว็บไซ...
7919 how long to build website Horizontal scaled
ทำเว็บไซต์ใช้เวลานานแค่ไหน? ระยะเวลาทำเว็บขึ้นอยู่...
คำถามว่า “ทำเว็บไซต์ใช้เวลานานแค่ไหน?” ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะระยะเวลาขึ้นอยู่กับ...
7915 prepare before hiring web developer Horizontal scaled
จ้างทำเว็บไซต์ต้องเตรียมอะไรบ้าง? Checklist ก่อนคุ...
การจ้างทำเว็บไซต์ไม่ควรเริ่มจากการส่งเพียงชื่อบริษัทและบอกว่า “อยากได้เว็บสวย ๆ”...
7914 free website creation step by step Horizontal scaled
วิธีสร้างเว็บไซต์ฟรี ทำเองได้จริง (Step-by-Step) ส...
การสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการเขียน Code หรือเสียค่าใช้จ...
7913 what you need to build website Horizontal scaled
สร้างเว็บไซต์ต้องมีอะไรบ้าง? Checklist ก่อนเริ่มทำ...
การสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงการซื้อโดเมน เลือกเทมเพลต แล้วนำข้อม...
พร้อมที่จะเริ่มต้นหรือยัง?