โครงสร้างเว็บไซต์คืออะไร? วิธีวาง Website Structure ให้ใช้งานง่ายและดีต่อ SEO

โครงสร้างเว็บไซต์ หรือ Website Structure คือหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการสร้างเว็บไซต์ที่มักถูกมองข้าม เพราะหลายคนให้ความสำคัญกับดีไซน์ หน้าแรก หรือบทความ แต่ไม่ได้วางแผนว่าหน้าแต่ละหน้าควรเชื่อมโยงกันอย่างไร
เว็บไซต์ที่มีโครงสร้างดีจะช่วยให้ทั้งผู้ใช้งานและ Search Engine เข้าใจว่า:
- เว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร
- หน้าไหนสำคัญ
- เนื้อหาแต่ละกลุ่มสัมพันธ์กันอย่างไร
- ผู้ใช้ควรไปหน้าไหนต่อ
- Search Engine ควร Crawl หน้าใด
- หน้าใดเป็น Pillar Content
- หน้าใดเป็น Supporting Content
- Service Page เชื่อมกับบทความไหน
ในทางกลับกัน เว็บไซต์ที่ไม่มีการวางโครงสร้างตั้งแต่ต้นอาจเกิดปัญหา เช่น:
- หน้า Orphan
- Internal Link กระจัดกระจาย
- Category ซ้ำ
- URL ซับซ้อน
- Keyword Cannibalization
- ผู้ใช้หาเนื้อหาไม่เจอ
- Search Engine เข้าใจความสัมพันธ์ของหน้าได้ยาก
ดังนั้น ก่อนสร้างเว็บไซต์หรือเพิ่มบทความจำนวนมาก ควรเข้าใจก่อนว่า โครงสร้างเว็บไซต์คืออะไร และควรวางอย่างไรให้รองรับทั้งผู้ใช้งานและ SEO
หากต้องการทำความเข้าใจพื้นฐานก่อน สามารถอ่าน เว็บไซต์คืออะไร เพิ่มเติมได้
หัวข้อ
โครงสร้างเว็บไซต์คืออะไร?
โครงสร้างเว็บไซต์ คือการจัดลำดับและเชื่อมโยงหน้าต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ให้เป็นระบบ เพื่อให้ผู้ใช้งานและ Search Engine เข้าใจความสัมพันธ์ของแต่ละหน้า
สามารถมองเว็บไซต์เหมือนแผนผังองค์กร
ตัวอย่าง:
Homepage
↓
Services
↓
SEO
↓
Backlink
↓
Blog
↓
บทความ Backlink คืออะไร
แต่ในทางปฏิบัติ เว็บไซต์ไม่ควรมีโครงสร้างเป็นเส้นตรงเพียงอย่างเดียว แต่ควรมี Internal Link เชื่อมโยงหน้าที่เกี่ยวข้องกัน
ตัวอย่าง:
บทความ “Backlink คืออะไร”
สามารถเชื่อมไปยัง:
- ประเภทของ Backlink
- Anchor Text
- Backlink คุณภาพ
- วิธีสร้าง Backlink
- บริการ Backlink
ทำให้เกิดกลุ่มเนื้อหาที่สัมพันธ์กัน
ทำไมโครงสร้างเว็บไซต์จึงสำคัญ?
Website Structure มีผลทั้งต่อ:
- User Experience
- Navigation
- Crawlability
- Internal Link
- Content Organization
- SEO
- Conversion
ช่วยให้ผู้ใช้หาเนื้อหาเจอง่าย
หากผู้ใช้งานต้องกดหลายครั้งหรือไม่รู้ว่าควรไปหน้าไหนต่อ อาจออกจากเว็บไซต์ก่อนพบข้อมูลที่ต้องการ
โครงสร้างที่ชัดเจนช่วยให้ผู้ใช้:
- เข้าใจ Menu
- เลือก Service
- อ่านบทความต่อ
- ดูราคา
- ติดต่อธุรกิจ
ได้ง่ายขึ้น
ช่วยให้ Search Engine Crawl เว็บไซต์ได้ดีขึ้น
Search Engine ใช้ลิงก์เพื่อค้นพบ URL ใหม่
Google แนะนำให้เว็บไซต์ใช้ลิงก์ที่ Crawl ได้ และใช้ Anchor Text ที่ช่วยให้ทั้งผู้ใช้และ Google เข้าใจหน้าปลายทาง
ดังนั้น Internal Link จึงเป็นส่วนสำคัญของ Website Structure
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SEO คืออะไร
ช่วยบอกว่าหน้าไหนสำคัญ
หน้าที่ได้รับ Internal Link จากหลายหน้ามักถูกมองว่าเป็นหน้าสำคัญในโครงสร้างเว็บไซต์
ตัวอย่าง:
ทุกบทความใน Cluster SEO
↓
ลิงก์กลับไปหน้า /seo/
ทำให้หน้า SEO มีบทบาทเป็น Pillar Page ชัดเจน
Website Hierarchy คืออะไร?
Website Hierarchy คือการจัดลำดับชั้นของหน้าเว็บไซต์
ตัวอย่าง:
ระดับ 1
Homepage
ระดับ 2
- Services
- About
- Blog
- Contact
ระดับ 3
ใต้ Services:
- SEO
- Website
- Backlink
ใต้ Blog:
- SEO
- Website
- Marketing
ระดับ 4
บทความเฉพาะหัวข้อ
โครงสร้างที่ดีควรให้ผู้ใช้เข้าถึงหน้าสำคัญได้โดยไม่ต้องผ่านชั้นจำนวนมากเกินความจำเป็น
ตัวอย่างโครงสร้างเว็บไซต์ธุรกิจ
เว็บไซต์บริษัททั่วไปอาจใช้โครงสร้าง:
Homepage
├── About
├── Services
│ ├── SEO
│ ├── Website
│ └── Backlink
├── Portfolio
├── Blog
│ ├── SEO
│ ├── Website
│ └── Online Marketing
└── Contact
โครงสร้างนี้ช่วยแบ่ง:
- Commercial Page
- Informational Content
- Trust Page
- Conversion Page
อย่างชัดเจน
ตัวอย่างโครงสร้างเว็บไซต์ SEO
สำหรับเว็บไซต์ที่ทำ Content Marketing จำนวนมาก สามารถใช้โครงสร้างแบบ Topic Cluster
ตัวอย่าง:
SEO Pillar
/seo/
เชื่อมไปยัง:
- Keyword
- Meta Title
- Heading Tag
- Google Search Console
- Google Analytics
- Sitemap
- Redirect
- Technical SEO
Backlink Pillar
/backlink/
เชื่อมไปยัง:
- Backlink Types
- Anchor Text
- Quality Backlinks
- Guest Posting
- PBN
- Backlink Price
Website Pillar
/website/
เชื่อมไปยัง:
- CMS
- WordPress
- Elementor
- Website Cost
- Website Structure
- Website vs Web Application
แนวทางนี้ช่วยให้เนื้อหาแต่ละกลุ่มมีความสัมพันธ์ชัดเจน
Topic Cluster คืออะไร?
Topic Cluster คือการจัดเนื้อหาเป็นกลุ่มตามหัวข้อหลัก
ประกอบด้วย:
Pillar Page
หน้าเนื้อหาหลักที่ครอบคลุมหัวข้อกว้าง
และ
Cluster Content
บทความย่อยที่ตอบประเด็นเฉพาะ
ตัวอย่าง:
Pillar:
Backlink คืออะไร
Cluster:
- Anchor Text คืออะไร
- Backlink คุณภาพคืออะไร
- Backlink Types
- Guest Posting
- PBN
- Backlink Price
จากนั้นแต่ละหน้าควร Internal Link หากันอย่างมีเหตุผล
Flat Website Structure คืออะไร?
Flat Structure หมายถึงการทำให้หน้าสำคัญอยู่ห่างจาก Homepage ไม่มาก
ตัวอย่าง:
Homepage
→ Service
→ Product
หรือ
Homepage
→ Category
→ Article
ข้อดีคือ:
- Navigation ง่าย
- Crawl ง่าย
- Page สำคัญไม่ถูกฝังลึก
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกหน้าเว็บไซต์ต้องอยู่ใน Menu หลัก
เว็บไซต์ใหญ่ยังคงต้องมี Hierarchy เพื่อจัด Content ให้เป็นระบบ
Deep Website Structure คืออะไร?
Deep Structure คือโครงสร้างที่หน้าอยู่ลึกหลายระดับ
ตัวอย่าง:
Homepage
→ Category
→ Subcategory
→ Subcategory 2
→ Product Type
→ Product
หากไม่จำเป็น โครงสร้างลึกเกินไปอาจทำให้:
- User Navigation ซับซ้อน
- Internal Link อ่อน
- Page บางหน้าเข้าถึงยาก
แต่เว็บไซต์ Ecommerce ขนาดใหญ่บางแห่งจำเป็นต้องมีหลายระดับจริง
จึงควรออกแบบตามจำนวนสินค้าและเนื้อหา
URL Structure เกี่ยวข้องกับ Website Structure อย่างไร?
URL เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยสะท้อนโครงสร้าง
ตัวอย่าง:
/services/seo/
อ่านแล้วเข้าใจว่าเป็นหน้าบริการ SEO
หรือ:
/blog/seo/keyword-research/
สะท้อน Hierarchy ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องทำ URL ซ้อนลึกเสมอไป
ตัวอย่าง:
/keyword/
ก็สามารถทำ SEO ได้ดี หาก Internal Link และ Content Structure ชัดเจน
หลักสำคัญคือ URL ควร:
- อ่านง่าย
- กระชับ
- มีความหมาย
- ไม่เปลี่ยนบ่อย
- ไม่มี Parameter เกินจำเป็น
Category สำคัญต่อโครงสร้างเว็บไซต์อย่างไร?
Category ช่วยจัดกลุ่ม Content
ตัวอย่างเว็บไซต์ Devil Backlink สามารถแบ่ง:
- SEO
- Backlink
- Website
- Online Marketing
- Tools
ผู้ใช้สามารถเลือกดูบทความตามหัวข้อ
แต่ไม่ควรสร้าง Category มากเกินไปจน:
- แต่ละ Category มีบทความน้อย
- Category ซ้ำกัน
- Intent ใกล้เคียงกัน
ควรวาง Taxonomy ให้สัมพันธ์กับ Content Strategy ตั้งแต่ต้น
Tag ควรใช้หรือไม่?
Tag สามารถช่วยจัดกลุ่มเนื้อหาเพิ่มเติมได้ แต่ WordPress Website จำนวนมากสร้าง Tag มากเกินไป
ตัวอย่าง:
บทความ 100 หน้า
แต่มี Tag 300 Tag
ทำให้เกิด Archive Page จำนวนมากที่:
- เนื้อหาบาง
- ซ้ำ
- ไม่มีคุณค่าต่อผู้ใช้
จึงควรใช้ Tag เฉพาะเมื่อมีเหตุผลด้าน Navigation หรือ Content Organization จริง
หากเว็บไซต์ใช้ WordPress ควรวาง Category และ Tag ให้ชัดตั้งแต่เริ่มต้น
Internal Link สำคัญกับโครงสร้างเว็บไซต์อย่างไร?
Internal Link คือกลไกที่เชื่อมโครงสร้างเว็บไซต์เข้าด้วยกัน
ตัวอย่าง:
บทความนี้พูดถึง CMS
จึงสามารถลิงก์ไปยัง CMS คืออะไร
เมื่อพูดถึง WordPress
สามารถลิงก์ไป WordPress คืออะไร
Internal Link ที่ดีควร:
- เกี่ยวข้องกับประโยค
- ใช้ Anchor Text เข้าใจง่าย
- ไม่ยัดลิงก์
- ช่วยให้ผู้ใช้อ่านต่อ
Anchor Text ของ Internal Link ควรเป็นแบบไหน?
Anchor Text ควรอธิบายหน้าปลายทาง
ตัวอย่างที่ดี:
“อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Google Search Console”
ดีกว่า:
“อ่านเพิ่มเติม [คลิกที่นี่]”
เพราะคำว่า Google Search Console บอกผู้ใช้ได้ทันทีว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับอะไร
หลักการเดียวกันสามารถใช้กับ Backlink ได้ โดยศึกษาเพิ่มเติมที่ Anchor Text คืออะไร
Breadcrumb สำคัญหรือไม่?
Breadcrumb ช่วยแสดงตำแหน่งของหน้าภายในเว็บไซต์
ตัวอย่าง:
Home > Blog > SEO > Website Structure
ช่วยให้ผู้ใช้:
- รู้ว่าตัวเองอยู่ส่วนไหน
- ย้อนกลับ Category ได้ง่าย
เหมาะโดยเฉพาะกับเว็บไซต์ที่มี:
- Blog จำนวนมาก
- Ecommerce
- Category หลายระดับ
Sitemap คืออะไร และเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอย่างไร?
Sitemap ช่วยบอกรายการ URL ของเว็บไซต์ให้ Search Engine ทราบ
สามารถอ่านรายละเอียดที่ Sitemap คืออะไร
แต่ต้องเข้าใจว่า XML Sitemap ไม่สามารถแก้ Website Structure ที่ไม่ดีได้
ถ้าหน้าเว็บไซต์ไม่มี Internal Link แต่มีเพียง Sitemap:
Search Engine อาจค้นพบ URL ได้
แต่ความสัมพันธ์กับหน้าอื่นยังอ่อนอยู่
ดังนั้นควรใช้:
Internal Link + Sitemap
ร่วมกัน
ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
Orphan Page คืออะไร?
Orphan Page คือหน้าเว็บไซต์ที่ไม่มี Internal Link จากหน้าอื่นเข้ามา หรือมีการเชื่อมโยงภายในน้อยจนผู้ใช้หาเจอได้ยาก
ตัวอย่าง:
มีบทความ:
/website-seo-checklist/
แต่ไม่มี Category, Related Post หรือบทความอื่นลิงก์เข้ามา
หน้าดังกล่าวอาจยังอยู่ใน Sitemap แต่ไม่ได้อยู่ใน Navigation Flow ที่ดี
แนวทางแก้คือเพิ่ม Internal Link จากหน้าที่เกี่ยวข้อง
Keyword Cannibalization เกี่ยวกับ Structure อย่างไร?
Keyword Cannibalization เกิดเมื่อหลายหน้าแข่งขัน Search Intent เดียวกันมากเกินไป
ตัวอย่าง:
- Backlink คืออะไร
- Backlink หมายถึงอะไร
- Backlink SEO คืออะไร
- ความหมาย Backlink
หากทั้งหมดมีเนื้อหาใกล้เคียงกัน อาจไม่จำเป็นต้องมี 4 หน้า
ควรรวมเป็น Pillar Page เดียว
แล้วสร้าง Supporting Content ที่ Intent แตกต่างจริง เช่น:
- Backlink Types
- Backlink Quality
- Anchor Text
- Backlink Price
Website Structure ที่ดีจึงช่วยลดการสร้าง Content ซ้ำซ้อน
Pillar Page ควรอยู่ตรงไหน?
Pillar Page ควรเป็นหน้าแกนกลางของ Topic
ตัวอย่าง:
/website/
เป็น Pillar ของ Website Cluster
แล้วเชื่อมไป:
- CMS
- WordPress
- Elementor
- Website Cost
- Website Structure
- Business Website
Supporting Content ก็ควรมี Internal Link กลับมายัง Pillar Page
Service Page ควรเชื่อมกับ Blog หรือไม่?
ควร
แต่ต้องเชื่อมอย่างเป็นธรรมชาติ
ตัวอย่าง:
บทความ “เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง”
พูดถึงการสร้างเว็บไซต์บริษัท
สามารถเชื่อมไป:
เพราะผู้ใช้ที่อ่านบทความอาจกำลังอยู่ในขั้นพิจารณาสร้างเว็บไซต์จริง
แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยน:
Informational Traffic
↓
Commercial Page
↓
Lead
ได้ดีขึ้น
โครงสร้างเว็บไซต์ Ecommerce ควรเป็นอย่างไร?
เว็บไซต์ Ecommerce อาจมีโครงสร้าง:
Home
↓
Category
↓
Subcategory
↓
Product
ตัวอย่าง:
Home
→ รองเท้า
→ รองเท้าวิ่ง
→ รองเท้าวิ่งผู้ชาย
→ Product
ควรระวังเรื่อง:
- Filter URL
- Parameter
- Duplicate Content
- Faceted Navigation
- Canonical
เพราะ Ecommerce มี URL จำนวนมากกว่าบริษัททั่วไป
หากใช้ WordPress สามารถเพิ่มระบบร้านค้าผ่าน WooCommerce
โครงสร้างเว็บไซต์ธุรกิจบริการควรเป็นอย่างไร?
ตัวอย่าง:
Homepage
↓
Services
↓
แต่ละ Service
↓
Related Article
↓
Case Study
↓
Contact
โครงสร้างนี้ช่วยให้คนที่ค้นหาข้อมูลสามารถค่อย ๆ เดินทางจาก:
Research
↓
Consideration
↓
Decision
ได้
Navigation Menu ควรมีอะไร?
Main Menu ไม่ควรใส่ทุกหน้า
ควรเลือกหน้าสำคัญ เช่น:
- Home
- About
- Services
- Portfolio
- Blog
- Contact
หากมีหลาย Service สามารถใช้ Dropdown
แต่ไม่ควรสร้าง Menu ซับซ้อนจนผู้ใช้ต้องเปิดหลายชั้น
Footer ควรใช้ช่วยโครงสร้างหรือไม่?
Footer เหมาะสำหรับลิงก์สำคัญ เช่น:
- Services
- Contact
- Privacy
- Terms
- About
- Blog Category
แต่ไม่ควรยัดลิงก์ไปทุกบทความเพื่อหวังผล SEO
Contextual Internal Link ภายใน Content ยังคงสำคัญกว่าในแง่การช่วยผู้ใช้งานเข้าใจว่าจะอ่านอะไรต่อ
โครงสร้างเว็บไซต์มีผลต่อ UX อย่างไร?
Structure เป็นส่วนหนึ่งของ User Experience
ถ้าผู้ใช้ไม่รู้ว่า:
- อยู่หน้าไหน
- ไปต่ออย่างไร
- กลับหมวดไหน
- ติดต่ออย่างไร
แม้เว็บไซต์สวยก็อาจใช้งานยาก
Website Structure จึงต้องพิจารณาร่วมกับ:
- Navigation
- Search
- Breadcrumb
- CTA
- Related Content
โครงสร้างเว็บไซต์มีผลต่อ Conversion หรือไม่?
มีทางอ้อม
ตัวอย่าง:
ผู้ใช้เข้าบทความ:
“เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง”
↓
บทความลิงก์ไป:
“เว็บไซต์ราคาเท่าไหร่”
↓
จากนั้นลิงก์ไป:
“บริการทำเว็บไซต์”
↓
CTA:
“ขอใบเสนอราคา”
หาก Structure รองรับ Journey ผู้ใช้จะพบข้อมูลที่ต้องการก่อนตัดสินใจได้ง่ายกว่า
วิธีวางโครงสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่เริ่มต้น
ขั้นตอนที่ 1 กำหนดเป้าหมายเว็บไซต์
เช่น:
- สร้าง Lead
- ขายสินค้า
- ให้ข้อมูล
- สร้าง Brand
ขั้นตอนที่ 2 ระบุหน้าหลัก
เช่น:
- Home
- About
- Services
- Contact
ขั้นตอนที่ 3 แยก Service
อย่ารวมทุกบริการไว้หน้าเดียวถ้าแต่ละบริการมี Search Intent แยกชัดเจน
ขั้นตอนที่ 4 วาง Content Cluster
กำหนด Pillar และ Supporting Content
ขั้นตอนที่ 5 ออกแบบ URL
ให้สั้นและคงที่
ขั้นตอนที่ 6 วาง Internal Link
กำหนดว่าบทความใดควรเชื่อมกับ:
- Pillar
- Service
- Supporting Content
ขั้นตอนที่ 7 ตรวจ Orphan Page
ใช้ Crawler เช่น Screaming Frog หรือเครื่องมือ Site Audit ตรวจหน้าเว็บไซต์
ขั้นตอนที่ 8 ตรวจข้อมูลจริงหลังเว็บไซต์เริ่มทำงาน
ใช้:
- Google Search Console
- Google Analytics
- Ahrefs
- Semrush
ดูว่าผู้ใช้และ Search Engine เข้าถึงหน้าใดจริง
วิธีตรวจว่าโครงสร้างเว็บไซต์ปัจจุบันดีหรือไม่
สามารถตรวจ Checklist ต่อไปนี้
Navigation
- หน้าสำคัญหาเจอง่ายหรือไม่?
- Menu ซับซ้อนเกินไปหรือไม่?
Internal Link
- ทุกหน้าสำคัญมี Internal Link หรือไม่?
- Anchor Text เข้าใจง่ายหรือไม่?
Hierarchy
- Category ชัดหรือไม่?
- Content อยู่ถูก Cluster หรือไม่?
URL
- URL อ่านง่ายหรือไม่?
- มี URL ซ้ำหรือ Parameter จำนวนมากหรือไม่?
Content
- มีหลายหน้าตอบ Intent เดียวกันหรือไม่?
- Pillar Page ชัดหรือไม่?
Crawl
- มี Orphan Page หรือไม่?
- มี Broken Internal Link หรือไม่?
ข้อผิดพลาดของ Website Structure ที่พบบ่อย
สร้างบทความโดยไม่มี Content Plan
ทำให้เกิดบทความซ้ำและ Cluster กระจัดกระจาย
สร้าง Category เยอะเกินไป
Category บางหมวดมีบทความเพียง 1 หน้า
ไม่มี Internal Link
บทความแต่ละหน้าจบในตัวเอง
Link ไปหน้าแรกอย่างเดียว
ทุกบทความลิงก์กลับ Home แต่ไม่เชื่อม Supporting Content
Page สำคัญอยู่ลึกเกินไป
Service หรือ Product ต้องกดหลายครั้งจึงพบ
เปลี่ยน URL บ่อย
หากเปลี่ยน URL ต้องจัดการ Redirect อย่างถูกต้อง
ควรใช้ CMS เพื่อจัดการ Structure หรือไม่?
สำหรับเว็บไซต์ที่มี Content จำนวนมาก CMS ช่วยจัดการ:
- Page
- Post
- Category
- Menu
- Taxonomy
ได้ง่ายขึ้น
WordPress เป็นหนึ่งใน CMS ที่รองรับโครงสร้างเหล่านี้ และสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมด้วย Plugin หรือ Development
WordPress เหมาะกับโครงสร้างเว็บไซต์ SEO หรือไม่?
WordPress รองรับ:
- Page
- Post
- Category
- Custom Post Type
- Taxonomy
- Menu
จึงสามารถวาง SEO Structure ได้ค่อนข้างยืดหยุ่น
แต่ WordPress ไม่ได้สร้าง Structure ที่ดีให้อัตโนมัติ
ผู้พัฒนายังต้องกำหนด:
- URL
- Category
- Internal Link
- Archive
- Sitemap
- Index Setting
ให้เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโครงสร้างเว็บไซต์
โครงสร้างเว็บไซต์คืออะไร?
โครงสร้างเว็บไซต์คือการจัดลำดับและเชื่อมโยงหน้า Content, Category และ Service ภายในเว็บไซต์ให้ผู้ใช้และ Search Engine เข้าใจความสัมพันธ์ของแต่ละหน้า
Website Structure สำคัญกับ SEO ไหม?
สำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับ Internal Link, Crawlability, Content Hierarchy และการค้นพบหน้าสำคัญ
เว็บไซต์ควรมีกี่ระดับ?
ไม่มีจำนวนตายตัว แต่หน้าสำคัญไม่ควรถูกฝังลึกโดยไม่มีเหตุผล เว็บไซต์ขนาดใหญ่สามารถมีหลายระดับได้หาก Navigation ชัดเจน
Category กับ Tag ต่างกันอย่างไร?
Category มักใช้จัดกลุ่ม Content หลัก ส่วน Tag ใช้เชื่อมเนื้อหาในรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ไม่ควรสร้าง Tag จำนวนมากโดยไม่มีประโยชน์
Internal Link ควรมีทุกบทความไหม?
บทความควรมีลิงก์ไปยังหน้าที่เกี่ยวข้องเมื่อมีเหตุผล ไม่จำเป็นต้องกำหนดจำนวนตายตัว
Orphan Page คืออะไร?
คือหน้าที่ไม่มีหรือแทบไม่มี Internal Link จากหน้าอื่นมายังหน้านั้น ทำให้ผู้ใช้และ Crawler เข้าถึงผ่านโครงสร้างเว็บไซต์ได้ยาก
Sitemap แทน Internal Link ได้ไหม?
ไม่ได้ Sitemap ช่วย Search Engine ค้นพบ URL แต่ Internal Link ช่วยสื่อความสัมพันธ์ระหว่างหน้าและช่วย Navigation
Website Structure กับ URL Structure เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกัน URL Structure เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง ส่วน Website Structure ครอบคลุม Navigation, Hierarchy, Category, Internal Link และความสัมพันธ์ระหว่างหน้า
สรุป โครงสร้างเว็บไซต์คืออะไร?
โครงสร้างเว็บไซต์ หรือ Website Structure คือการจัดลำดับและเชื่อมโยงหน้าเว็บไซต์ให้เป็นระบบ เพื่อให้ผู้ใช้งานและ Search Engine เข้าใจว่าแต่ละหน้ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร
โครงสร้างที่ดีควรมี:
- Hierarchy ชัดเจน
- Navigation ใช้ง่าย
- URL เข้าใจง่าย
- Category เหมาะสม
- Internal Link
- Pillar Page
- Supporting Content
- Sitemap
- ไม่มี Orphan Page สำคัญ
- Service Page เชื่อมกับ Content
สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการทำ SEO ไม่ควรสร้างบทความจำนวนมากก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะเชื่อมกันอย่างไร แต่ควรวาง Topic Cluster และ Search Intent ตั้งแต่ต้น
ตัวอย่างเช่นฝั่ง Website สามารถใช้ เว็บไซต์คืออะไร เป็น Pillar แล้วเชื่อมไปยัง:
จากนั้นจึงเชื่อม Supporting Content กลับมายัง Pillar และหน้าบริการ
หากต้องการสร้างเว็บไซต์พร้อมวาง Information Architecture, Content Structure และ SEO ตั้งแต่ต้น สามารถดูรายละเอียด บริการทำเว็บไซต์ ของ Devil Backlink เพื่อออกแบบโครงสร้างให้รองรับทั้ง Search Engine และการใช้งานจริงของลูกค้า
แหล่งอ้างอิง
- Google Search Central. Link best practices for Google. Google.
https://developers.google.com/search/docs/crawling-indexing/links-crawlable - Google Search Central. SEO Starter Guide. Google.
https://developers.google.com/search/docs/fundamentals/seo-starter-guide - Google Search Central. Build and submit a sitemap. Google.
https://developers.google.com/search/docs/crawling-indexing/sitemaps/build-sitemap - Google Search Central. Google Search Essentials. Google.
https://developers.google.com/search/docs/essentials - WordPress.org. WordPress Documentation. WordPress.org.
https://wordpress.org/documentation/
ติดต่อเรา
หากคุณสนใจบริการด้านการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ WordPress, SEO, Backlink, Google Maps SEO, Local SEO เราพร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต
- Facebook : Devil Backlink
- LINE : Devil Backlink
- เว็บไซต์ : www.devilbacklink.com
- แผนที่ : Devil Backlink





