เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง? 15 องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสได้ลูกค้า

/
/
เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง? 15 องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสได้ลูกค้า
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

เว็บไซต์ธุรกิจไม่ควรมีหน้าที่เพียงแค่ “บอกว่าบริษัทมีตัวตน” แต่ควรช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจธุรกิจได้เร็ว เชื่อมั่นในแบรนด์ ค้นหาข้อมูลที่ต้องการ และตัดสินใจติดต่อหรือซื้อสินค้าได้ง่าย

เว็บไซต์ที่มีดีไซน์สวยแต่ไม่มีข้อมูลสำคัญ อาจทำให้ผู้ใช้งานยังไม่มั่นใจว่า:

  • ธุรกิจทำอะไร
  • ให้บริการใคร
  • แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร
  • ราคาเป็นอย่างไร
  • มีผลงานจริงหรือไม่
  • ติดต่อช่องทางไหน
  • บริษัทมีตัวตนจริงหรือไม่

ดังนั้นคำถามว่า เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง จึงไม่ได้มีคำตอบแค่เรื่องจำนวนหน้า แต่ต้องพิจารณาทั้ง Content, UX, Trust, SEO และ Conversion ร่วมกัน

หากยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับภาพรวมของเว็บไซต์ สามารถอ่าน เว็บไซต์คืออะไร เพื่อเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานก่อน

หัวข้อ

เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง?

โดยทั่วไป เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอย่างน้อยองค์ประกอบต่อไปนี้

  1. หน้าแรก
  2. เกี่ยวกับเรา
  3. หน้าบริการหรือสินค้า
  4. จุดเด่นของธุรกิจ
  5. ผลงานหรือ Case Study
  6. รีวิวลูกค้า
  7. ราคา หรือแนวทางประเมินราคา
  8. คำถามที่พบบ่อย
  9. ช่องทางติดต่อ
  10. Call to Action
  11. ข้อมูลบริษัทและความน่าเชื่อถือ
  12. บทความหรือ Knowledge Content
  13. นโยบายความเป็นส่วนตัว
  14. SEO และโครงสร้างเว็บไซต์
  15. Analytics และระบบวัดผล

แต่ละธุรกิจอาจไม่จำเป็นต้องใช้ทุกองค์ประกอบในรูปแบบเดียวกัน

เว็บไซต์คลินิก ร้านอาหาร บริษัทรับเหมา Software Company หรือ Ecommerce จะมี Requirement ต่างกัน

สิ่งสำคัญคือผู้ใช้งานต้องสามารถตอบคำถามหลักเกี่ยวกับธุรกิจได้โดยไม่ต้องค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่ง

1. หน้าแรกต้องอธิบายธุรกิจให้เข้าใจเร็ว

Homepage คือหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่สุดของเว็บไซต์ธุรกิจ

ผู้ใช้งานที่เข้ามาควรเข้าใจภายในเวลาไม่นานว่า:

  • คุณคือใคร
  • ทำอะไร
  • ให้บริการใคร
  • อยู่ที่ไหน
  • มีจุดเด่นอะไร
  • ต้องทำอะไรต่อ

Hero Section จึงควรมีข้อความที่ชัดเจน

ตัวอย่างที่ไม่ชัด:

“เราสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของคุณ”

อ่านข้อความแล้วไม่ทราบว่าบริษัททำอะไร

ตัวอย่างที่ชัดกว่า:

“รับทำเว็บไซต์ WordPress สำหรับธุรกิจ พร้อมวางโครงสร้าง SEO”

ผู้ใช้งานรู้ทันทีว่าบริการคืออะไร

หน้าแรกควรเชื่อมไปยังหน้าสำคัญ เช่น:

  • Services
  • Portfolio
  • About
  • Contact
  • Articles

และไม่ควรพยายามยัดข้อมูลทุกอย่างลงหน้าแรกเพียงหน้าเดียว

2. หน้าเกี่ยวกับเราควรสร้างความน่าเชื่อถือ

หน้า About Us ไม่ควรมีเพียงข้อความว่า:

“เราเป็นบริษัทที่มุ่งมั่นให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด”

เพราะเป็นข้อความที่ธุรกิจแทบทุกแห่งสามารถใช้ได้

ข้อมูลที่ควรมี เช่น:

  • ประวัติธุรกิจ
  • สิ่งที่บริษัททำ
  • ความเชี่ยวชาญ
  • ประสบการณ์
  • ทีมงาน
  • แนวคิดการทำงาน
  • พื้นที่ให้บริการ
  • ลูกค้าที่เคยให้บริการ
  • ใบรับรองหรือมาตรฐาน

เป้าหมายคือช่วยตอบคำถามว่า:

“ทำไมลูกค้าควรเชื่อใจบริษัทนี้?”

ธุรกิจที่มีหน้าร้าน สำนักงาน หรือสถานที่จริง อาจเพิ่ม:

  • ที่อยู่
  • รูปสำนักงาน
  • แผนที่
  • เวลาเปิดทำการ

เพื่อเพิ่มความชัดเจน

3. หน้าบริการควรแยกตามบริการหลัก

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือบริษัทมีบริการ 10 อย่าง แต่รวมทั้งหมดไว้ในหน้าเดียว

ตัวอย่างบริษัท Digital Agency มี:

  • SEO
  • Google Ads
  • Website
  • Social Media
  • Content Marketing

หากทุกบริการอยู่ในหน้า /services/ เพียงหน้าเดียว อาจไม่สามารถอธิบายแต่ละบริการได้ละเอียดพอ

แนวทางที่ดีกว่าคือ:

/services/

/services/seo/

/services/website/

/services/google-ads/

แต่ละหน้าควรตอบ:

  • บริการคืออะไร
  • เหมาะกับใคร
  • กระบวนการทำงาน
  • สิ่งที่ลูกค้าได้รับ
  • ระยะเวลา
  • ราคา
  • FAQ
  • CTA

โครงสร้างลักษณะนี้ยังช่วยด้าน SEO เพราะแต่ละหน้าสามารถ Target Search Intent ได้ชัดเจนกว่า

4. ควรบอกจุดเด่นและความแตกต่างของธุรกิจ

ผู้ใช้งานมักเปรียบเทียบหลายบริษัทก่อนตัดสินใจ

เว็บไซต์จึงควรตอบว่า:

“ทำไมต้องเลือกคุณ?”

ตัวอย่างจุดเด่น:

  • ประสบการณ์เฉพาะทาง
  • ทีมงานภายใน
  • รับประกันงาน
  • ดูแลหลังการขาย
  • ให้คำปรึกษาก่อนเริ่ม
  • มีทีมในพื้นที่
  • ผลิตเอง
  • มีมาตรฐานรับรอง

ควรหลีกเลี่ยงข้อความกว้างเกินไป เช่น:

  • คุณภาพดีที่สุด
  • บริการดีที่สุด
  • ราคาดีที่สุด
  • มืออาชีพที่สุด

หากไม่มีหลักฐานสนับสนุน

จุดขายที่ดีควรเฉพาะเจาะจงและพิสูจน์ได้

5. เว็บไซต์ธุรกิจควรมีผลงานหรือ Case Study

Portfolio เป็นหลักฐานที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นว่าธุรกิจมีประสบการณ์จริง

สามารถแสดง:

  • ภาพผลงาน
  • Before / After
  • ชื่อลูกค้า
  • ประเภทงาน
  • ปัญหาที่ลูกค้ามี
  • วิธีแก้
  • ผลลัพธ์

Case Study ที่ดีไม่ควรมีเพียงภาพสวย

ควรอธิบาย:

Problem → Solution → Result

ตัวอย่าง:

ปัญหา:
เว็บไซต์เดิมโหลดช้าและ Mobile Conversion ต่ำ

สิ่งที่ทำ:
ปรับเว็บไซต์ใหม่พร้อม UX และ Technical SEO

ผลลัพธ์:
Page Load ลดลงและ Conversion เพิ่มขึ้น

หากมีข้อมูลจริงสามารถใส่ตัวเลขได้ แต่ไม่ควรสร้างตัวเลขเพื่อการตลาด

6. รีวิวลูกค้าช่วยสร้าง Social Proof

Review และ Testimonial ช่วยลดความไม่มั่นใจ

รูปแบบที่ใช้ได้ เช่น:

  • รีวิวข้อความ
  • Google Review
  • Video Testimonial
  • Screenshot
  • Case Study
  • Client Logo

รีวิวที่มีรายละเอียดมักมีความน่าเชื่อถือมากกว่า:

“บริการดีมากครับ”

ตัวอย่างที่ดีกว่า:

“ทีมงานช่วยปรับเว็บไซต์และอธิบายปัญหา SEO ให้เข้าใจง่าย หลังทำงานสามารถแก้ไขหน้าเว็บเองได้”

หากนำ Review จาก Platform ภายนอกมาใช้ ควรแสดงอย่างตรงไปตรงมาและไม่สร้างรีวิวปลอม

7. ควรมีข้อมูลราคาเมื่อเหมาะสม

บางธุรกิจไม่สามารถแสดงราคาตายตัวได้

แต่ไม่จำเป็นต้องซ่อนข้อมูลทั้งหมด

สามารถแสดง:

  • ราคาเริ่มต้น
  • Package
  • Price Range
  • ปัจจัยที่มีผลต่อราคา
  • วิธีขอใบเสนอราคา

ตัวอย่าง:

เว็บไซต์บริษัทอาจเริ่มต้น XX,XXX บาท

ราคาแตกต่างตาม:

  • จำนวนหน้า
  • Function
  • ภาษา
  • Ecommerce
  • Booking
  • Custom Development

ผู้ที่กำลังประเมินงบสามารถอ่าน เว็บไซต์ราคาเท่าไหร่ เพิ่มเติม

การมีข้อมูลระดับหนึ่งช่วยกรอง Lead และลดคำถามพื้นฐานก่อนติดต่อ

8. FAQ ควรตอบคำถามก่อนลูกค้าถาม

FAQ ช่วยตอบข้อกังวลที่เกิดก่อนตัดสินใจ

ตัวอย่างบริษัททำเว็บไซต์:

  • ใช้เวลาทำกี่วัน?
  • มีค่า Hosting หรือไม่?
  • แก้ไขเว็บไซต์เองได้ไหม?
  • รองรับมือถือไหม?
  • ทำ SEO ให้ด้วยหรือไม่?
  • มีค่าดูแลรายปีไหม?
  • ลูกค้าต้องเตรียมอะไร?

FAQ ที่ดีควรมาจากคำถามของลูกค้าจริง

ไม่ควรสร้างคำถามจำนวนมากเพียงเพื่อใส่ Keyword

9. ช่องทางติดต่อควรหาได้ง่าย

ไม่ควรให้ผู้ใช้ต้องค้นหาเบอร์โทรนาน

เว็บไซต์ควรมี:

  • โทรศัพท์
  • Email
  • LINE
  • WhatsApp เมื่อเหมาะสม
  • Contact Form
  • Social Media
  • ที่อยู่

ช่องทางสำคัญอาจแสดงทั้ง:

  • Header
  • Footer
  • Contact Page

สำหรับ Mobile ควรทำให้เบอร์โทรและช่องทาง Chat สามารถกดได้

10. Call to Action ต้องชัดเจน

CTA คือคำหรือปุ่มที่บอกผู้ใช้งานว่าควรทำอะไรต่อ

ตัวอย่าง:

  • ขอใบเสนอราคา
  • ติดต่อเรา
  • นัดหมาย
  • ตรวจสอบราคา
  • ดาวน์โหลด Company Profile
  • สั่งซื้อ
  • สมัครสมาชิก

หนึ่งหน้าสามารถมี CTA มากกว่าหนึ่งจุดได้ แต่ไม่ควรมีหลายเป้าหมายจนผู้ใช้งานสับสน

ตัวอย่าง Service Page อาจใช้ Primary CTA:

ขอใบเสนอราคา

และ Secondary CTA:

ดูผลงาน

11. ต้องมีข้อมูลที่ยืนยันว่าธุรกิจมีตัวตนจริง

โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการ Lead ผ่านเว็บไซต์ ควรมีข้อมูลที่ช่วยสร้าง Trust

ตัวอย่าง:

  • ชื่อบริษัท
  • ที่อยู่
  • เบอร์โทร
  • Email Domain บริษัท
  • เลขทะเบียนบริษัทเมื่อเหมาะสม
  • Team
  • Certification
  • Client
  • Partner
  • Social Profile

ข้อมูลไม่จำเป็นต้องนำทุกอย่างขึ้นเว็บไซต์ แต่ควรเพียงพอให้ผู้ใช้ตรวจสอบธุรกิจได้

12. เว็บไซต์ธุรกิจควรมีบทความหรือไม่?

ไม่จำเป็นสำหรับธุรกิจทุกประเภท แต่มีประโยชน์มากหากต้องการทำ SEO และ Content Marketing

Blog สามารถตอบคำถามก่อนลูกค้าซื้อ เช่น:

บริษัททำเว็บไซต์สามารถเขียน:

  • เว็บไซต์คืออะไร
  • CMS คืออะไร
  • WordPress คืออะไร
  • เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไร
  • ทำเว็บไซต์เองหรือจ้าง
  • เว็บไซต์ราคาเท่าไร

เนื้อหาเหล่านี้สามารถเชื่อมกลับไปยัง Service Page

หากเว็บไซต์ใช้ระบบ CMS เช่น WordPress การจัดการบทความและ Page จะทำได้ง่ายขึ้น

13. ต้องมี Privacy Policy

เว็บไซต์ที่มี:

  • Contact Form
  • Analytics
  • Advertising
  • Cookie
  • Account
  • Ecommerce

มีการจัดการข้อมูลผู้ใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ

จึงควรมี Privacy Policy ที่อธิบาย:

  • เก็บข้อมูลอะไร
  • ใช้เพื่ออะไร
  • ส่งให้ใคร
  • ติดต่อผู้ควบคุมข้อมูลอย่างไร

ข้อกำหนดทางกฎหมายแตกต่างกันตามประเทศและลักษณะการประมวลผล จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตรวจหากธุรกิจมีการจัดการข้อมูลสำคัญ

14. Terms หรือเงื่อนไขบริการ

ธุรกิจบางประเภทควรมี:

  • Terms of Service
  • Shipping Policy
  • Refund Policy
  • Cancellation Policy
  • Warranty
  • Payment Terms

โดยเฉพาะ Ecommerce และ Booking Website

ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจเงื่อนไขก่อนซื้อและลดข้อพิพาท

15. เว็บไซต์ควรรองรับมือถือ

เว็บไซต์ธุรกิจต้องใช้งานบน Mobile ได้ดี

ควรตรวจ:

  • Font อ่านได้
  • Button กดง่าย
  • Form ใช้ง่าย
  • Menu ไม่ซับซ้อน
  • รูปไม่ล้น
  • Content ไม่เล็กเกินไป

ไม่ควรคิดเพียงว่า:

“เว็บไซต์เปิดบนมือถือได้ = Mobile Friendly”

ต้องดูประสบการณ์ใช้งานจริง

เว็บไซต์ธุรกิจควรโหลดเร็วแค่ไหน?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกเว็บไซต์ แต่หลักการคือควรทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึง Main Content ได้รวดเร็วและ Interface ตอบสนองดี

Google แนะนำ Core Web Vitals เพื่อวัดประสบการณ์จริงของผู้ใช้ โดย Metric หลักปัจจุบันประกอบด้วย LCP, INP และ CLS

Performance ไม่ได้มีประโยชน์แค่ SEO แต่มีผลกับ:

  • UX
  • Conversion
  • Mobile Users
  • Bounce / Abandonment

โดยเฉพาะหน้า Landing Page และ Ecommerce

เว็บไซต์ธุรกิจต้องทำ SEO หรือไม่?

หากต้องการให้ลูกค้าค้นพบผ่าน Search Engine ควรวาง SEO ตั้งแต่สร้างเว็บ

ไม่ได้หมายถึงแค่ใส่ Keyword

ควรวาง:

  • Site Structure
  • URL
  • Page Title
  • Heading
  • Internal Link
  • Sitemap
  • Indexability
  • Content

การวาง โครงสร้างเว็บไซต์สำหรับ SEO ตั้งแต่ต้นช่วยลดปัญหา เช่น:

  • Page ซ้ำ
  • Keyword Cannibalization
  • Orphan Page
  • URL เปลี่ยนภายหลัง

Internal Link ช่วยเชื่อมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน

ตัวอย่าง:

Homepage

Service

Case Study

Contact

หรือ

Blog

Service Page

โครงสร้างที่ดีช่วยทั้ง:

  • ผู้ใช้
  • Search Engine
  • Navigation
  • Topic Relationship

ไม่ควรสร้างบทความจำนวนมากแล้วปล่อยให้แต่ละหน้าไม่มี Link เชื่อมกัน

เว็บไซต์ควรมี Search Console หรือไม่?

หากต้องการทำ SEO ควรติดตั้ง Google Search Console

ใช้ตรวจ:

  • Search Query
  • Impression
  • Click
  • CTR
  • Indexing
  • Sitemap
  • Page Issue

ช่วยให้เห็นว่าเว็บไซต์ปรากฏใน Google Search อย่างไร

เว็บไซต์ควรมี Google Analytics หรือไม่?

ควรมีระบบ Analytics หากต้องการวัดผล

Google Analytics สามารถช่วยวิเคราะห์:

  • Users
  • Sessions
  • Traffic Source
  • Landing Page
  • Event
  • Key Event
  • Conversion

หากเว็บไซต์ไม่มีระบบวัดผล จะตอบได้ยากว่า:

“เว็บใหม่ดีขึ้นจริงหรือไม่?”

Website Structure ที่ดีควรเป็นอย่างไร?

ควรให้ผู้ใช้เข้าถึงหน้าสำคัญได้ง่าย

ตัวอย่าง:

Homepage

├── About
├── Services
│ ├── Service A
│ ├── Service B
│ └── Service C
├── Portfolio
├── Blog
└── Contact

ไม่ควรมี Page สำคัญซ่อนอยู่ลึกมากโดยไม่มี Internal Link

ควรใช้ WordPress ทำเว็บไซต์ธุรกิจหรือไม่?

WordPress เหมาะกับเว็บไซต์ธุรกิจหลายประเภท เนื่องจากสามารถจัดการ:

  • Page
  • Blog
  • Media
  • User
  • Plugin

และปรับแต่งได้ค่อนข้างสูง

สามารถใช้ร่วมกับ Elementor สำหรับงาน Layout หรือ WooCommerce หากต้องการทำ Ecommerce

แต่ WordPress ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกโครงการ

ต้องพิจารณา:

  • Requirement
  • Budget
  • Team
  • Security
  • Maintenance
  • Integration

ร่วมด้วย

เว็บไซต์ธุรกิจหน้าเดียวพอไหม?

ขึ้นอยู่กับธุรกิจ

One-page Website อาจเหมาะกับ:

  • Service เดียว
  • Campaign
  • Event
  • Small Business

แต่หากธุรกิจมี:

  • หลายบริการ
  • หลายพื้นที่
  • ต้องทำ SEO
  • มี Portfolio

เว็บไซต์หลายหน้ามักจัด Content ได้ดีกว่า

เว็บไซต์ธุรกิจควรมีกี่หน้า?

ไม่มีจำนวนตายตัว

เว็บไซต์เล็กอาจเริ่มด้วย:

  1. Home
  2. About
  3. Services
  4. Portfolio
  5. Blog
  6. Contact
  7. Privacy Policy

แล้วสร้างหน้าบริการแยกภายหลัง

สิ่งสำคัญคือแต่ละหน้าต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน

สิ่งที่เว็บไซต์ธุรกิจไม่ควรมี

ข้อความกว้างเกินไป

เช่น:

“ผู้นำแห่งอนาคต”

แต่ไม่บอกว่าทำอะไร

Pop-up มากเกินไป

อาจรบกวน UX

เพลงเล่นอัตโนมัติ

ส่วนใหญ่ไม่จำเป็น

Slider หลายข้อความ

ข้อมูลสำคัญอาจถูกซ่อนและผู้ใช้ไม่เห็นทุก Slide

Stock Photo ทั้งเว็บไซต์

อาจทำให้ธุรกิจดูทั่วไปเกินไป

ควรมีภาพ:

  • ทีม
  • สำนักงาน
  • งานจริง
  • สินค้าจริง

เมื่อเป็นไปได้

ข้อมูลเก่า

เช่น:

  • เบอร์โทรเก่า
  • ราคาเก่า
  • Team เก่า
  • Promotion หมดอายุ

เว็บไซต์ธุรกิจควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

Checklist เว็บไซต์ธุรกิจ

ก่อนเปิดเว็บไซต์สามารถตรวจดังนี้

ข้อมูลธุรกิจ

  • มีคำอธิบายว่าทำอะไร
  • มี About
  • มี Service
  • มี Contact

ความน่าเชื่อถือ

  • มี Portfolio
  • มี Review
  • มีข้อมูลบริษัท
  • มี Social Proof

Conversion

  • มี CTA
  • กดโทรได้
  • Form ใช้งานได้
  • ช่องทาง Chat ใช้งานได้

Technical

  • Mobile Friendly
  • HTTPS
  • โหลดเร็ว
  • ไม่มี Broken Link
  • ไม่มี 404 สำคัญ

SEO

  • Title
  • Meta Description
  • Heading
  • Sitemap
  • Internal Link
  • Search Console

Measurement

  • Analytics
  • Event
  • Form Conversion
  • Phone Click

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเว็บไซต์ธุรกิจ

เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง?

ควรมี Homepage, About, Service/Product, Portfolio, Review, FAQ, Contact, CTA, Privacy Policy และระบบวัดผลเป็นพื้นฐาน แล้วเพิ่มหน้าอื่นตามประเภทธุรกิจ

เว็บไซต์บริษัทควรมีกี่หน้า?

ไม่มีจำนวนตายตัว บริษัทขนาดเล็กอาจเริ่มจากประมาณ 5–10 หน้าหลัก ก่อนขยาย Service Page และ Blog ตามความต้องการ

เว็บไซต์ธุรกิจจำเป็นต้องมี Blog ไหม?

ไม่จำเป็นทุกธุรกิจ แต่ Blog มีประโยชน์หากต้องการทำ SEO, Content Marketing และตอบคำถามก่อนลูกค้าติดต่อ

ต้องใส่ราคาในเว็บไซต์ไหม?

ขึ้นอยู่กับบริการ หากระบุราคาแน่นอนไม่ได้ สามารถใส่ราคาเริ่มต้นหรือปัจจัยที่ใช้ประเมินราคาได้

เว็บไซต์ธุรกิจควรใช้ WordPress ไหม?

WordPress เหมาะกับหลายธุรกิจ แต่ควรเลือกตาม Requirement, Budget และความสามารถในการดูแลระบบ

เว็บไซต์ต้องมี Google Analytics ไหม?

ไม่ใช่เงื่อนไขในการเปิดเว็บ แต่ควรมีระบบ Analytics หากต้องการวัด Traffic และ Conversion

เว็บไซต์ต้องทำ SEO ตั้งแต่แรกไหม?

ควรวางโครงสร้าง SEO ตั้งแต่เริ่มสร้าง เพราะการแก้ URL และโครงสร้างภายหลังอาจซับซ้อนกว่า

เว็บไซต์ธุรกิจราคาเท่าไร?

ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้า Design, Function, Ecommerce, ภาษา และ Custom Development อ่านรายละเอียดต่อได้ที่ เว็บไซต์ราคาเท่าไหร่

สรุป เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง?

เว็บไซต์ธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องมี Function จำนวนมาก แต่ต้องตอบคำถามสำคัญของลูกค้าได้ครบและพาผู้ใช้งานไปสู่ Action ได้ง่าย

องค์ประกอบหลักที่ควรมีคือ:

  • หน้าแรกที่อธิบายธุรกิจชัดเจน
  • เกี่ยวกับเรา
  • หน้าบริการ
  • จุดเด่น
  • ผลงาน
  • รีวิว
  • ราคาเมื่อเหมาะสม
  • FAQ
  • Contact
  • CTA
  • ข้อมูลบริษัท
  • Blog
  • Privacy Policy
  • Mobile Friendly
  • SEO
  • Analytics

นอกจากนี้ควรวาง โครงสร้างเว็บไซต์สำหรับ SEO ให้ Page, Service และ Content เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และเลือก CMS ให้เหมาะกับทีมที่ต้องดูแลเว็บไซต์ในระยะยาว

หากกำลังวางแผนสร้างเว็บไซต์ใหม่ แนะนำให้อ่านต่อที่ สร้างเว็บไซต์ต้องมีอะไรบ้าง และ ทำเว็บไซต์เองหรือจ้าง เพื่อประเมินงบและทรัพยากรก่อนเริ่มโครงการ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการเว็บไซต์พร้อมวาง Site Structure, Content และ SEO สามารถดูรายละเอียด บริการทำเว็บไซต์ ของ Devil Backlink เพื่อวางระบบเว็บไซต์ให้รองรับทั้งการสร้างแบรนด์และการหาลูกค้าผ่าน Search Engine

แหล่งอ้างอิง

ติดต่อเรา

หากคุณสนใจบริการด้านการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ WordPress, SEO, Backlink, Google Maps SEO, Local SEO เราพร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต

บทความ ที่เกี่ยวข้อง

7908-website-vs-web-application (Horizontal)
เว็บไซต์และเว็บแอป ต่างกันยังไง? เลือกแบบไหนเหมาะก...
หลายคนใช้คำว่า “เว็บไซต์” และ “เว็บแอป” สลับกัน เพราะทั้งสองอย่างสามารถเปิดใช้งา...
7909-website-cost (Horizontal)
เว็บไซต์ราคาเท่าไหร่? สรุปค่าทำเว็บไซต์และปัจจัยที...
เว็บไซต์ราคาเท่าไหร่ เป็นหนึ่งในคำถามแรกของเจ้าของธุรกิจที่กำลังวางแผนสร้างเว็บไ...
7911-business-website-must-have (Horizontal)
เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง? 15 องค์ประกอบสำคัญที่...
เว็บไซต์ธุรกิจไม่ควรมีหน้าที่เพียงแค่ “บอกว่าบริษัทมีตัวตน” แต่ควรช่วยให้ผู้ใช้ง...
7912-build-website-yourself-vs-hire (Horizontal)
ทำเว็บไซต์เองหรือจ้างแบบไหนดี? เปรียบเทียบข้อดี ข้...
การเริ่มทำเว็บไซต์มีคำถามสำคัญที่เจ้าของธุรกิจเกือบทุกคนต้องเจอ คือ “ควรทำเว็บไซ...
7919-how-long-to-build-website (Horizontal)
ทำเว็บไซต์ใช้เวลานานแค่ไหน? ระยะเวลาทำเว็บขึ้นอยู่...
คำถามว่า “ทำเว็บไซต์ใช้เวลานานแค่ไหน?” ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะระยะเวลาขึ้นอยู่กับ...
7915-prepare-before-hiring-web-developer (Horizontal)
จ้างทำเว็บไซต์ต้องเตรียมอะไรบ้าง? Checklist ก่อนคุ...
การจ้างทำเว็บไซต์ไม่ควรเริ่มจากการส่งเพียงชื่อบริษัทและบอกว่า “อยากได้เว็บสวย ๆ”...
7914-free-website-creation-step-by-step (Horizontal)
วิธีสร้างเว็บไซต์ฟรี ทำเองได้จริง (Step-by-Step) ส...
การสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการเขียน Code หรือเสียค่าใช้จ...
7913-what-you-need-to-build-website (Horizontal)
สร้างเว็บไซต์ต้องมีอะไรบ้าง? Checklist ก่อนเริ่มทำ...
การสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงการซื้อโดเมน เลือกเทมเพลต แล้วนำข้อม...
7943-website-structure-seo (Horizontal)
โครงสร้างเว็บไซต์คืออะไร? วิธีวาง Website Structur...
โครงสร้างเว็บไซต์ หรือ Website Structure คือหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการสร้างเว็บไซ...
พร้อมที่จะเริ่มต้นหรือยัง?