ประเภทของ Backlink มีกี่แบบ? Dofollow, Nofollow, Sponsored และ UGC ต่างกันอย่างไร

/
/
ประเภทของ Backlink มีกี่แบบ? Dofollow, Nofollow, Sponsored และ UGC ต่างกันอย่างไร
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

Backlink หรือลิงก์ย้อนกลับ คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมมายังเว็บไซต์ของเรา ลิงก์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเดินทางจากเนื้อหาหนึ่งไปยังอีกเนื้อหาหนึ่ง และยังช่วยให้เครื่องมือค้นหาค้นพบหน้าเว็บใหม่ รวมถึงทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเว็บไซต์และเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม Backlink ไม่ได้มีคุณค่าเท่ากันทุกลิงก์ บางลิงก์มาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือ ขณะที่บางลิงก์เกิดจากความคิดเห็นอัตโนมัติ เว็บไซต์คุณภาพต่ำ หรือลิงก์ที่สร้างขึ้นเพื่อพยายามควบคุมอันดับโดยเฉพาะ

นอกจากความแตกต่างด้านคุณภาพแล้ว Backlink ยังสามารถแบ่งตามแอตทริบิวต์ของลิงก์ เช่น Dofollow, Nofollow, Sponsored และ UGC ซึ่งแต่ละรูปแบบใช้สื่อสารลักษณะและที่มาของลิงก์ให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจ

การรู้จักประเภทของ Backlink จึงช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถวิเคราะห์ลิงก์ วางแผน Link Building และจัดการลิงก์ขาออกได้ถูกต้องมากขึ้น โดยไม่ควรพิจารณาเพียงจำนวนลิงก์หรือมองว่า Dofollow ดีและ Nofollow ไม่มีประโยชน์เสมอไป

หัวข้อ

Backlink คือ Hyperlink ที่อยู่บนเว็บไซต์หนึ่งและชี้ไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ข่าวเผยแพร่บทความเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ และใส่ลิงก์มายังบทความวิจัยบนเว็บไซต์ของคุณ ลิงก์ดังกล่าวถือเป็น Backlink ของเว็บไซต์คุณ

ในทางกลับกัน เมื่อเว็บไซต์ของคุณใส่ลิงก์ออกไปยังเว็บไซต์ข่าว ลิงก์เดียวกันนั้นจะเป็น Outbound Link หรือลิงก์ขาออกของเว็บไซต์คุณ

Backlink อาจปรากฏอยู่ในหลายตำแหน่ง เช่น

  • เนื้อหาหลักของบทความ
  • รายการแหล่งอ้างอิง
  • หน้าแนะนำเครื่องมือหรือทรัพยากร
  • ข่าวประชาสัมพันธ์
  • โปรไฟล์ผู้เขียน
  • เว็บบอร์ดและชุมชนออนไลน์
  • ความคิดเห็นใต้บทความ
  • รายชื่อพันธมิตรหรือผู้สนับสนุน
  • เมนู ส่วนท้าย หรือแถบด้านข้าง

ตำแหน่งและบริบทที่ลิงก์ปรากฏมีความสำคัญ เพราะลิงก์ที่อยู่ภายในเนื้อหาซึ่งเกี่ยวข้องกับหน้าปลายทางโดยตรง ย่อมมีความหมายต่อผู้อ่านมากกว่าลิงก์ที่ถูกวางอย่างไม่มีบริบท

ระบบค้นหาของ Google ใช้ระบบและสัญญาณหลายประเภทในการทำความเข้าใจและจัดอันดับหน้าเว็บ ไม่ได้อาศัย Backlink เพียงปัจจัยเดียว การมีลิงก์จำนวนมากจึงไม่สามารถรับประกันอันดับได้

อย่างไรก็ตาม ลิงก์ยังมีบทบาทสำคัญในหลายด้าน ได้แก่

ช่วยให้เครื่องมือค้นหาค้นพบหน้าเว็บ

เครื่องมือค้นหาสามารถค้นพบ URL ใหม่ผ่านลิงก์จากหน้าเว็บที่รู้จักอยู่แล้ว หากเว็บไซต์อื่นเชื่อมมายังบทความใหม่ของคุณ ลิงก์นั้นอาจช่วยให้ระบบค้นพบหน้าได้ แม้ว่าการมีลิงก์ไม่ได้หมายความว่าหน้านั้นจะถูกจัดทำดัชนีหรือได้อันดับโดยอัตโนมัติ

ช่วยอธิบายความสัมพันธ์ของเนื้อหา

ข้อความรอบลิงก์ เนื้อหาของหน้าต้นทาง และหัวข้อของหน้าปลายทางสามารถช่วยอธิบายว่าทั้งสองหน้ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ด้านการตลาดลิงก์มายังคู่มือ SEO ย่อมมีบริบทชัดกว่าลิงก์เดียวกันที่มาจากเว็บไซต์ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับการตลาดเลย

สร้างผู้เข้าชมจากช่องทาง Referral

Backlink ที่อยู่ในตำแหน่งเหมาะสมและมีผู้อ่านจริงสามารถสร้าง Referral Traffic ได้ ผู้ใช้อาจคลิกลิงก์เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สมัครใช้บริการ ติดต่อธุรกิจ หรือซื้อสินค้า

ประโยชน์ด้าน Referral Traffic สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับ Dofollow และลิงก์ที่มีแอตทริบิวต์ Nofollow, Sponsored หรือ UGC เพราะผู้ใช้ยังสามารถคลิกลิงก์เหล่านั้นได้ตามปกติ

ช่วยเพิ่มการรับรู้และความน่าเชื่อถือ

เมื่อแบรนด์ถูกกล่าวถึงพร้อมลิงก์จากเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรม ผู้ใช้อาจรู้จักและเชื่อมั่นในแบรนด์มากขึ้น ผลลัพธ์นี้เป็นประโยชน์ทางธุรกิจ แม้จะไม่สามารถวัดผลเป็นอันดับ SEO โดยตรงทุกกรณี

คำว่า “ประเภทของ Backlink” สามารถแบ่งได้หลายเกณฑ์ ไม่ได้มีเพียง Dofollow และ Nofollow เท่านั้น โดยทั่วไปสามารถจำแนกได้อย่างน้อย 4 มิติ ได้แก่

  1. แบ่งตามแอตทริบิวต์ของลิงก์
  2. แบ่งตามวิธีที่ได้รับลิงก์
  3. แบ่งตามตำแหน่งที่ลิงก์ปรากฏ
  4. แบ่งตามคุณภาพและความเกี่ยวข้อง

การวิเคราะห์ Backlink ที่ถูกต้องจึงควรดูหลายองค์ประกอบร่วมกัน ไม่ควรตัดสินจากแอตทริบิวต์เพียงอย่างเดียว

แอตทริบิวต์ rel ใช้บอกความสัมพันธ์ระหว่างหน้าต้นทางกับหน้าปลายทาง โดยประเภทที่พบได้บ่อยในการทำ SEO ได้แก่ Dofollow, Nofollow, Sponsored และ UGC

ตารางเปรียบเทียบ Dofollow, Nofollow, Sponsored และ UGC

ประเภทรูปแบบโดยทั่วไปใช้กับกรณีใดผู้ใช้คลิกได้หรือไม่
Dofollowไม่มี nofollow, sponsored หรือ ugcลิงก์อ้างอิงและลิงก์ทั่วไปที่เว็บไซต์ยินดีเชื่อมโยงได้
Nofollowrel="nofollow"ไม่ต้องการแสดงการรับรอง หรือไม่เหมาะกับประเภทอื่นได้
Sponsoredrel="sponsored"โฆษณา สปอนเซอร์ Affiliate หรือลิงก์ที่มีค่าตอบแทนได้
UGCrel="ugc"เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้าง เช่น ความคิดเห็นและเว็บบอร์ดได้

Google อธิบายว่า nofollow, sponsored และ ugc เป็น “คำแนะนำ” หรือ Hint ที่ช่วยให้ระบบเข้าใจว่าจะวิเคราะห์ลิงก์อย่างไร ไม่ควรอธิบายแบบตายตัวว่าลิงก์เหล่านี้ถูกละเว้นทั้งหมดในทุกสถานการณ์

คำว่า Dofollow เป็นคำที่คนในวงการ SEO ใช้เรียกลิงก์ปกติซึ่งไม่มีแอตทริบิวต์ nofollow, sponsored หรือ ugc กำกับอยู่ โดยใน HTML อาจมีลักษณะดังนี้

<a href="https://example.com/">คู่มือ SEO</a>

ในทางเทคนิค HTML ไม่มีแอตทริบิวต์ rel="dofollow" ที่จำเป็นต้องใส่ หากเป็นลิงก์มาตรฐานและไม่มีแอตทริบิวต์ที่ใช้กำหนดลักษณะพิเศษ ก็จะถูกเรียกโดยทั่วไปว่า Dofollow Link

Dofollow เหมาะกับกรณีใด

Dofollow เหมาะกับลิงก์ที่เจ้าของเว็บไซต์เลือกใส่ตามธรรมชาติ เช่น

  • อ้างอิงงานวิจัยหรือข้อมูลต้นฉบับ
  • แนะนำแหล่งความรู้ที่มีประโยชน์
  • เชื่อมไปยังเว็บไซต์พันธมิตรที่เกี่ยวข้อง
  • อ้างถึงเครื่องมือหรือบริการที่ใช้จริง
  • ให้เครดิตเจ้าของข้อมูล รูปภาพ หรือแนวคิด
  • เชื่อมไปยังบทความที่ช่วยขยายความ

สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกลิงก์เป็น Dofollow แต่เป็นการได้รับลิงก์จากเนื้อหาที่เกี่ยวข้องและมีเหตุผลเพียงพอสำหรับผู้อ่าน

Dofollow ไม่ได้หมายถึงลิงก์คุณภาพเสมอไป

Dofollow เป็นเพียงลักษณะทางเทคนิคของลิงก์ ไม่ใช่ใบรับรองคุณภาพ ลิงก์ Dofollow จากเว็บไซต์สแปม เว็บไซต์ที่ไม่มีผู้ใช้งาน หรือหน้าที่สร้างขึ้นเพื่อขายลิงก์จำนวนมาก อาจไม่มีคุณค่าต่อธุรกิจ และอาจสร้างความเสี่ยงหากเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการสร้างลิงก์เพื่อควบคุมอันดับ

ในทางตรงกันข้าม Nofollow จากเว็บไซต์ข่าวหรือชุมชนที่มีผู้ใช้งานจริงอาจสร้างผู้เข้าชม การรับรู้แบรนด์ และโอกาสทางธุรกิจได้มากกว่า Dofollow จากเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ

Nofollow Backlink คือลิงก์ที่มีแอตทริบิวต์ดังนี้

<a href="https://example.com/" rel="nofollow">เว็บไซต์ตัวอย่าง</a>

แอตทริบิวต์นี้เหมาะสำหรับกรณีที่เว็บไซต์ต้องการเชื่อมไปยังหน้าอื่น แต่ไม่ต้องการแสดงการรับรองหน้าปลายทาง หรือเมื่อไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของลิงก์ได้เต็มที่

กรณีที่อาจใช้ Nofollow

  • ลิงก์ไปยังแหล่งที่ยังไม่สามารถยืนยันได้
  • ลิงก์ที่เจ้าของเว็บไซต์ไม่ต้องการรับรอง
  • ลิงก์ซึ่งไม่เข้ากับ Sponsored หรือ UGC อย่างชัดเจน
  • ระบบเดิมที่ยังใช้ Nofollow กับลิงก์โฆษณา
  • ลิงก์จากพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสแปม

สำหรับลิงก์ที่เกิดจากการโฆษณาหรือมีค่าตอบแทน Google แนะนำให้ใช้ sponsored โดยตรง แม้ nofollow จะยังเป็นวิธีที่ยอมรับได้ในกรณีดังกล่าว

Nofollow ยังมีประโยชน์หรือไม่

Nofollow ยังมีประโยชน์ เพราะลิงก์ยังสามารถ

  • ส่งผู้เข้าชมมายังเว็บไซต์
  • เพิ่มการรับรู้แบรนด์
  • ทำให้เนื้อหาถูกค้นพบโดยผู้ใช้ใหม่
  • สร้างโอกาสให้ผู้เขียนหรือเว็บไซต์อื่นพบข้อมูล
  • นำไปสู่การกล่าวถึงหรือลิงก์เพิ่มเติมในอนาคต

ดังนั้น การประเมิน Nofollow ควรดูผลลัพธ์ต่อผู้ใช้และธุรกิจด้วย ไม่ควรตัดสินว่าไม่มีค่าเพียงเพราะไม่ได้เป็น Dofollow

Sponsored Backlink คือลิงก์ที่เกิดจากการโฆษณา การสนับสนุน การจ่ายค่าตอบแทน การมอบสินค้า หรือความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์อื่น โดยควรระบุด้วยแอตทริบิวต์ดังนี้

<a href="https://example.com/" rel="sponsored">ผู้สนับสนุน</a>

ตัวอย่างลิงก์ที่ควรใช้ Sponsored

  • บทความ Advertorial
  • บทความที่แบรนด์จ่ายเงินให้เผยแพร่
  • Banner โฆษณา
  • ลิงก์จากผู้สนับสนุนกิจกรรม
  • Affiliate Link
  • รีวิวที่ได้รับค่าตอบแทน
  • รีวิวที่ได้รับสินค้าหรือสิทธิประโยชน์แลกเปลี่ยน
  • ลิงก์จากแพ็กเกจประชาสัมพันธ์ที่มีการรับประกันตำแหน่ง

การมี Sponsored Link ไม่ใช่เรื่องผิด ธุรกิจสามารถซื้อโฆษณาหรือสนับสนุนเนื้อหาได้ตามปกติ ประเด็นสำคัญคือควรระบุลักษณะของลิงก์อย่างเหมาะสม และไม่ใช้การซื้อขายลิงก์เพื่อพยายามควบคุมอันดับการค้นหา

สามารถใช้มากกว่าหนึ่งค่าใน rel ได้ เช่น

<a href="https://example.com/" rel="sponsored nofollow">ลิงก์ผู้สนับสนุน</a>

แต่สำหรับระบบที่รองรับ sponsored อยู่แล้ว การระบุ sponsored เพียงอย่างเดียวก็สามารถสื่อความหมายของลิงก์เชิงพาณิชย์ได้ตรงกว่า

UGC ย่อมาจาก User-Generated Content หมายถึงเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้งาน ไม่ใช่เนื้อหาหลักที่เจ้าของเว็บไซต์หรือกองบรรณาธิการเป็นผู้จัดทำ

UGC Backlink สามารถระบุได้ดังนี้

<a href="https://example.com/" rel="ugc">เว็บไซต์ของสมาชิก</a>
  • ความคิดเห็นใต้บทความ
  • เว็บบอร์ด
  • กระทู้ถาม–ตอบ
  • โปรไฟล์สมาชิก
  • รีวิวจากผู้ใช้งาน
  • ประกาศที่สมาชิกโพสต์เอง
  • เนื้อหาในชุมชนออนไลน์

เว็บไซต์ที่เปิดให้ผู้ใช้โพสต์ลิงก์ควรมีระบบตรวจสอบและป้องกันสแปม เพราะพื้นที่ UGC อาจถูกใช้เพื่อโพสต์ลิงก์ซ้ำ ๆ โดยไม่มีประโยชน์ต่อชุมชน

UGC Link สามารถสร้าง Referral Traffic และการรับรู้แบรนด์ได้ หากลิงก์อยู่ในบทสนทนาที่เกี่ยวข้องและช่วยตอบคำถามของผู้ใช้จริง

แต่การนำลิงก์ไปวางในเว็บบอร์ดหรือความคิดเห็นจำนวนมากโดยไม่ได้มีส่วนร่วมกับเนื้อหา อาจถูกมองว่าเป็นสแปม และยังทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียหายได้

การใช้ UGC เพื่อการตลาดจึงควรเน้นการให้คำตอบ แบ่งปันประสบการณ์ และช่วยเหลือชุมชนก่อนการวางลิงก์

Dofollow กับ Nofollow ต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างหลักอยู่ที่แอตทริบิวต์ของลิงก์และเจตนาที่เว็บไซต์ต้นทางต้องการสื่อสารต่อเครื่องมือค้นหา

ประเด็นDofollowNofollow
รูปแบบลิงก์ปกติมี rel="nofollow"
การรับรองโดยทั่วไปเป็นลิงก์ที่เว็บไซต์เลือกอ้างอิงใช้เมื่อไม่ต้องการแสดงการรับรอง
การคลิกคลิกได้คลิกได้
Referral Trafficสร้างได้สร้างได้
คุณภาพต้องประเมินจากเว็บไซต์และบริบทต้องประเมินจากเว็บไซต์และบริบท
การค้นพบ URLอาจช่วยให้พบ URLURL อาจถูกพบจากช่องทางอื่นได้
เหมาะกับการอ้างอิงตามธรรมชาติลิงก์ที่ไม่ต้องการรับรองหรือกรณีเฉพาะ

ไม่ควรสรุปว่า Dofollow ดีเสมอและ Nofollow ไม่ดี เพราะคุณภาพของเว็บไซต์ ความเกี่ยวข้อง ตำแหน่งลิงก์ เจตนาของเนื้อหา และพฤติกรรมการสร้างลิงก์ล้วนมีผลต่อการประเมิน

นอกจากแอตทริบิวต์แล้ว Backlink ยังสามารถแบ่งตามวิธีที่เว็บไซต์ได้รับลิงก์

Editorial Backlink คือลิงก์ที่เจ้าของเว็บไซต์หรือผู้เขียนเลือกใส่ให้เอง เพราะเห็นว่าเนื้อหาปลายทางมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน เช่น นักข่าวอ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ของคุณ หรือบล็อกเกอร์แนะนำคู่มือที่คุณจัดทำ

ลิงก์ประเภทนี้มักมีบริบทชัดเจนและเกิดจากคุณค่าของเนื้อหา

แนวทางเพิ่มโอกาสได้รับ Editorial Backlink ได้แก่

  • ทำงานวิจัยหรือเก็บข้อมูลของตนเอง
  • สร้างคู่มือที่ตอบคำถามได้ครบ
  • เผยแพร่สถิติที่อ้างอิงได้
  • ทำกรณีศึกษาจากประสบการณ์จริง
  • สร้างเครื่องมือหรือ Template ที่ใช้งานได้
  • นำเสนอความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ
  • อัปเดตข้อมูลเก่าให้เป็นปัจจุบัน

Guest Post Backlink

Guest Post Backlink คือลิงก์ที่ได้จากบทความซึ่งผู้เขียนส่งไปเผยแพร่บนเว็บไซต์อื่น การทำ Guest Posting ที่เหมาะสมควรเน้นการแบ่งปันความรู้แก่ผู้อ่านของเว็บไซต์นั้น ไม่ใช่เขียนบทความจำนวนมากเพื่อแทรก Exact-match Anchor Text เพียงอย่างเดียว

ก่อนทำ Guest Post ควรตรวจสอบว่า

  • เว็บไซต์มีหัวข้อเกี่ยวข้องกัน
  • มีเนื้อหาที่จัดทำเพื่อผู้อ่านจริง
  • บทความมีมาตรฐานด้านบรรณาธิการ
  • ไม่มีบทความรับลงทุกหมวดแบบไร้ทิศทาง
  • ไม่ขายลิงก์ออกจำนวนมากอย่างผิดธรรมชาติ
  • ลิงก์ที่ใส่ช่วยขยายความแก่ผู้อ่าน
  • มีการเปิดเผยความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์หากมีค่าตอบแทน

หากจ่ายเงินเพื่อให้เผยแพร่บทความหรือลิงก์ ลิงก์ดังกล่าวควรถูกระบุเป็น Sponsored หรือ Nofollow ตามความเหมาะสม

Digital PR คือการสร้างเรื่องราว ข้อมูล หรือทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อสื่อและกลุ่มเป้าหมาย แล้วนำเสนอให้สำนักข่าว เว็บไซต์เฉพาะทาง หรือผู้สร้างเนื้อหา

ตัวอย่างเนื้อหาสำหรับ Digital PR ได้แก่

  • ผลสำรวจผู้บริโภค
  • รายงานแนวโน้มอุตสาหกรรม
  • ข้อมูลเชิงพื้นที่
  • เครื่องมือคำนวณ
  • แคมเปญเพื่อสังคม
  • ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ข่าวธุรกิจที่มีสาระสำคัญต่อสาธารณะ

เป้าหมายไม่ควรเป็นเพียงจำนวน Backlink แต่ควรรวมถึง Brand Mention, Referral Traffic, ความน่าเชื่อถือ และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่

Resource Page คือหน้าที่รวบรวมแหล่งความรู้ เครื่องมือ หรือบริการที่มีประโยชน์ในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง หากเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาที่โดดเด่น สามารถติดต่อเจ้าของหน้าเพื่อเสนอให้พิจารณาเพิ่มเป็นแหล่งข้อมูลได้

การติดต่อควรอธิบายอย่างชัดเจนว่าเนื้อหาช่วยผู้อ่านของเขาอย่างไร ไม่ควรส่งข้อความแบบเดียวกันเป็นจำนวนมากโดยไม่ศึกษาหน้าปลายทาง

Broken Link Building คือการค้นหาลิงก์เสียบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอเนื้อหาของเราเป็นทางเลือกทดแทน วิธีนี้ควรใช้เมื่อเนื้อหาของเราสามารถทดแทนแหล่งข้อมูลเดิมได้จริง ไม่ใช่เสนอทุกหน้าเพียงเพราะต้องการ Backlink

ลิงก์จาก Directory หรือรายชื่อธุรกิจอาจมีประโยชน์ต่อการค้นพบธุรกิจและ Local SEO หากเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้จริงและข้อมูลธุรกิจถูกต้อง

ควรเลือกเฉพาะ Directory ที่

  • เกี่ยวข้องกับประเภทธุรกิจหรือพื้นที่
  • มีข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้
  • ไม่มีรายการเว็บไซต์สแปมจำนวนมาก
  • มีผู้ใช้ค้นหาธุรกิจจริง
  • อนุญาตให้จัดการและอัปเดตข้อมูลได้

การสมัคร Directory จำนวนมากที่ไม่มีคุณภาพไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็น

ลิงก์จาก Social Media มักมีแอตทริบิวต์ที่แพลตฟอร์มกำหนด แต่ยังช่วยกระจายเนื้อหา สร้างผู้เข้าชม และเพิ่มโอกาสให้ผู้เขียนหรือเว็บไซต์อื่นค้นพบผลงานของคุณ

Social Media จึงควรถูกมองเป็นช่องทางเผยแพร่และสร้างการรับรู้ มากกว่าพยายามใช้เป็นทางลัดเพื่อเพิ่มอันดับโดยตรง

เว็บไซต์อื่นอาจนำภาพ Infographic แผนภูมิ หรือภาพต้นฉบับของคุณไปใช้พร้อมให้เครดิตเป็นลิงก์กลับมายังแหล่งที่มา

เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับ Image Backlink ควร

  • สร้างภาพจากข้อมูลต้นฉบับ
  • ใส่ชื่อแบรนด์อย่างเหมาะสม
  • มีหน้าต้นทางที่อธิบายข้อมูลในภาพ
  • ระบุวิธีนำภาพไปใช้และการให้เครดิต
  • ใช้ชื่อไฟล์และ Alt Text ที่สื่อความหมาย

การร่วม Podcast การให้สัมภาษณ์ หรือการเป็นวิทยากรอาจทำให้ได้รับลิงก์จากหน้ารายการ ประวัติผู้พูด หรือ Show Notes ลิงก์ประเภทนี้มักมาพร้อมการกล่าวถึงแบรนด์และช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในสาขาที่เกี่ยวข้อง

ตำแหน่งของลิงก์ส่งผลต่อโอกาสที่ผู้ใช้จะมองเห็นและคลิก

Contextual Backlink คือลิงก์ที่อยู่ภายในเนื้อหาและมีข้อความแวดล้อมอธิบายหน้าปลายทางอย่างชัดเจน เช่น ลิงก์ไปยังงานวิจัยที่ใช้สนับสนุนข้อมูลในย่อหน้า

ลิงก์ประเภทนี้มักมีประโยชน์ต่อผู้อ่านมาก เพราะผู้ใช้เข้าใจเหตุผลว่าทำไมจึงควรเปิดหน้าปลายทาง

เป็นลิงก์ในประวัติผู้เขียน มักพบใน Guest Post หรือเว็บไซต์ที่มีผู้เขียนหลายคน แม้ตำแหน่งนี้อาจมีบริบทน้อยกว่าลิงก์ภายในเนื้อหา แต่สามารถช่วยให้ผู้อ่านรู้จักผู้เขียนและเว็บไซต์ต้นทางได้

ลิงก์ใน Sidebar หรือ Footer อาจปรากฏซ้ำในหลายหน้าของเว็บไซต์ หรือเรียกว่า Sitewide Link ลิงก์ลักษณะนี้พบได้ตามปกติในกรณี เช่น ลิงก์บริษัทในเครือ ผู้พัฒนาเว็บไซต์ หรือพันธมิตร

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ Sitewide Link จำนวนมากพร้อม Anchor Text เชิงพาณิชย์เพื่อพยายามเพิ่มอันดับ หากเป็นลิงก์จากการว่าจ้าง การสนับสนุน หรือข้อตกลงเชิงพาณิชย์ ควรกำหนดแอตทริบิวต์ให้เหมาะสม

Comment Backlink คือลิงก์ในส่วนความคิดเห็น หลายเว็บไซต์กำหนดเป็น UGC หรือ Nofollow เพื่อควบคุมสแปม

การแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ยังสามารถสร้างการรู้จักแบรนด์ได้ แต่การโพสต์ข้อความสั้น ๆ ซ้ำกันเพื่อวางลิงก์ไม่ใช่แนวทาง Link Building ที่มีคุณภาพ

การประเมิน Backlink ไม่ควรใช้ตัวเลขจากเครื่องมือเพียงค่าเดียว ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้ร่วมกัน

1. ความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์

เว็บไซต์ต้นทางควรมีหัวข้อ กลุ่มผู้อ่าน หรือบริบทที่เกี่ยวข้องกับหน้าปลายทาง ตัวอย่างเช่น ลิงก์จากเว็บไซต์การตลาดมายังคู่มือ SEO มีความสัมพันธ์ชัดเจนกว่าลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง

ความเกี่ยวข้องสามารถพิจารณาได้ทั้งระดับเว็บไซต์ ระดับหมวดหมู่ และระดับหน้าบทความ

2. คุณภาพของเนื้อหาหน้าต้นทาง

ตรวจสอบว่าหน้าต้นทางมีเนื้อหาที่ให้ข้อมูลจริงหรือไม่ มีผู้เขียน แหล่งอ้างอิง และโครงสร้างที่น่าเชื่อถือหรือไม่ หากหน้าเต็มไปด้วยข้อความซ้ำ บทความอัตโนมัติ หรือลิงก์โฆษณาจำนวนมาก คุณภาพของลิงก์ก็ควรถูกตั้งคำถาม

3. มีผู้ใช้งานจริงหรือไม่

เว็บไซต์ที่มีชุมชน ผู้อ่าน หรือกลุ่มเป้าหมายตรงกับธุรกิจสามารถสร้าง Referral Traffic และโอกาสทางการตลาดได้

ไม่ควรดูเพียงค่าประเมิน Authority จากเครื่องมือ แต่ควรพิจารณาด้วยว่าเว็บไซต์ยังอัปเดต มีบทความที่ได้รับการอ่าน และมีสัญญาณการดำเนินงานจริงหรือไม่

4. ตำแหน่งและบริบทของลิงก์

ลิงก์ควรอยู่ในตำแหน่งที่ช่วยผู้อ่านและมีข้อความรอบข้างสอดคล้องกับหน้าปลายทาง ลิงก์ที่ถูกยัดลงในย่อหน้าโดยไม่มีเหตุผลอาจดูไม่เป็นธรรมชาติและแทบไม่มีผู้ใช้คลิก

5. Anchor Text

Anchor Text คือข้อความที่ผู้ใช้คลิก ควรอธิบายหน้าปลายทางอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น

  • คู่มือการทำ SEO
  • ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Backlink
  • งานวิจัยจากหน่วยงาน
  • ชื่อแบรนด์หรือชื่อเว็บไซต์
  • URL ของเว็บไซต์

ไม่จำเป็นต้องควบคุมให้ทุกลิงก์ใช้คีย์เวิร์ดตรงตัว การใช้ Exact-match Anchor Text ซ้ำจำนวนมากอาจทำให้โปรไฟล์ลิงก์ดูสร้างขึ้นเพื่อควบคุมอันดับ

6. จำนวนและลักษณะลิงก์ขาออก

ตรวจสอบว่าหน้าต้นทางลิงก์ออกไปยังแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือเผยแพร่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์หลากหลายหมวดอย่างไม่มีมาตรฐาน

หน้าเว็บที่สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมลิงก์เชิงพาณิชย์จำนวนมากอาจไม่ให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน และไม่ควรถูกเลือกเพียงเพราะเสนอ Dofollow Link

7. ความปลอดภัยและชื่อเสียงของเว็บไซต์

หลีกเลี่ยงเว็บไซต์ที่มี Malware เนื้อหาหลอกลวง การเปลี่ยนเส้นทางผิดปกติ หรือประวัติสแปมอย่างชัดเจน ลิงก์ควรเกิดจากเว็บไซต์ที่ผู้ใช้สามารถเข้าชมได้อย่างปลอดภัย

Google ให้นิยาม Link Spam ว่าเป็นการสร้างลิงก์เข้าหรือออกจากเว็บไซต์โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อควบคุมอันดับการค้นหา พฤติกรรมที่มีความเสี่ยงจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็น Dofollow อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเจตนา รูปแบบ และขนาดของการดำเนินการ

ตัวอย่างที่ควรระวัง ได้แก่

  • ซื้อ Dofollow Link เพื่อควบคุมอันดับโดยไม่ระบุ Sponsored
  • แลกลิงก์จำนวนมากเป็นเครือข่าย
  • ใช้โปรแกรมสร้าง Backlink อัตโนมัติ
  • โพสต์ความคิดเห็นพร้อมคีย์เวิร์ดซ้ำจำนวนมาก
  • สร้างเว็บไซต์คุณภาพต่ำเพื่อเชื่อมกลับมายังเว็บหลัก
  • แทรกลิงก์ในบทความเก่าที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • กระจายบทความซ้ำไปยังหลายเว็บไซต์เพื่อเอาลิงก์
  • บังคับใช้ Exact-match Anchor Text ทุกลิงก์
  • ซ่อนลิงก์ด้วย CSS หรือข้อความที่ผู้ใช้มองไม่เห็น
  • ใช้ Widget หรือ Template กระจายลิงก์เชิงคีย์เวิร์ดจำนวนมาก
  • จ่ายเงินให้เว็บไซต์เผยแพร่ลิงก์โดยไม่เปิดเผยความสัมพันธ์

ธุรกิจสามารถทำโฆษณา Affiliate Marketing และ Sponsored Content ได้ แต่ควรเปิดเผยความสัมพันธ์และกำหนดแอตทริบิวต์ลิงก์อย่างเหมาะสม

ควรมีสัดส่วน Dofollow กับ Nofollow เท่าไร

ไม่มีสัดส่วนมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกเว็บไซต์ เช่น 70:30 หรือ 80:20 เพราะเว็บไซต์แต่ละประเภทได้รับลิงก์จากแหล่งที่มาต่างกัน

เว็บไซต์ข่าวอาจได้รับลิงก์จาก Social Media จำนวนมาก ร้านค้าออนไลน์อาจมี Affiliate Link ส่วนธุรกิจท้องถิ่นอาจได้รับลิงก์จาก Directory และแพลตฟอร์มรีวิว การบังคับสร้างสัดส่วนให้ตรงกับตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งอาจทำให้ต้องสร้างลิงก์ที่ไม่มีความจำเป็น

แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือ

  • เน้นลิงก์ที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้
  • เลือกเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
  • ยอมรับความหลากหลายของแหล่งลิงก์
  • ไม่บังคับ Anchor Text มากเกินไป
  • ระบุ Sponsored และ UGC ตามที่มาจริง
  • ไม่สร้างลิงก์จำนวนมากในเวลาสั้น ๆ เพื่อเลียนแบบความเป็นธรรมชาติ
  • วัด Referral Traffic และผลทางธุรกิจร่วมกับอันดับ

โปรไฟล์ลิงก์ที่เป็นธรรมชาติมักประกอบด้วยลิงก์หลายรูปแบบ เพราะเว็บไซต์ถูกพูดถึงผ่านข่าว บทความ Social Media ชุมชนออนไลน์ และแพลตฟอร์มต่าง ๆ

เว็บไซต์ใหม่

เว็บไซต์ใหม่ควรเริ่มจากการสร้างโครงสร้างเนื้อหาและหน้าเว็บไซต์ให้สมบูรณ์ก่อน จากนั้นจึงเพิ่มการรับรู้ผ่าน

  • Business Profile และ Directory ที่เกี่ยวข้อง
  • Social Media ของธุรกิจ
  • พันธมิตรหรือสมาคมที่เป็นสมาชิกจริง
  • การนำเสนอเนื้อหาแก่เว็บไซต์เฉพาะทาง
  • Guest Post ที่มีคุณภาพ
  • Digital PR หรือข้อมูลต้นฉบับ

การรีบซื้อ Backlink จำนวนมากทั้งที่เว็บไซต์ยังไม่มีเนื้อหาและความน่าเชื่อถือพื้นฐาน ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม

เว็บไซต์ธุรกิจบริการ

เว็บไซต์บริการควรเน้นลิงก์จาก

  • สื่อหรือเว็บไซต์ในอุตสาหกรรม
  • พันธมิตรทางธุรกิจ
  • กรณีศึกษาของลูกค้าโดยได้รับอนุญาต
  • สมาคมวิชาชีพ
  • เว็บไซต์ท้องถิ่น
  • บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ
  • แหล่งรวบรวมผู้ให้บริการที่ตรวจสอบได้

เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์

ร้านค้าออนไลน์สามารถสร้างลิงก์ผ่าน

  • คู่มือเลือกสินค้า
  • การทดสอบและเปรียบเทียบสินค้า
  • Influencer และ Creator ที่เปิดเผยสปอนเซอร์
  • Affiliate Marketing ที่ใช้ Sponsored
  • ข่าวสินค้าใหม่
  • ข้อมูลเชิงลึกจากยอดขายหรือพฤติกรรมผู้บริโภค
  • เนื้อหาวิธีใช้งานและการดูแลสินค้า

เว็บไซต์ความรู้หรือสำนักพิมพ์

ควรเน้นเนื้อหาที่ถูกอ้างอิงได้ เช่น

  • รายงาน
  • สถิติ
  • งานสำรวจ
  • Definition และ Glossary
  • เครื่องมือฟรี
  • Infographic
  • คู่มือเชิงลึก
  • บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ

สามารถตรวจสอบแอตทริบิวต์ของลิงก์ได้หลายวิธี

ตรวจสอบผ่านเบราว์เซอร์

  1. เปิดหน้าที่มี Backlink
  2. คลิกขวาบริเวณลิงก์
  3. เลือก Inspect หรือตรวจสอบ
  4. ดูโค้ดของแท็ก <a>
  5. ตรวจสอบว่ามี rel="nofollow", rel="sponsored" หรือ rel="ugc" หรือไม่

หากไม่มีแอตทริบิวต์ดังกล่าว ลิงก์นั้นมักถูกเรียกว่า Dofollow

ตรวจสอบผ่าน Google Search Console

Google Search Console แสดงตัวอย่างลิงก์ภายนอกที่ Google พบมายังเว็บไซต์ แต่ข้อมูลอาจไม่ใช่รายการลิงก์ทั้งหมด และไม่ได้มีไว้เพื่อแสดงคะแนนคุณภาพของแต่ละลิงก์โดยตรง

ข้อมูลที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • หน้าที่ได้รับลิงก์มากที่สุด
  • เว็บไซต์ที่ลิงก์เข้ามามากที่สุด
  • ข้อความลิงก์ที่พบ
  • หน้าที่ควรได้รับลิงก์แต่ยังไม่มีการกล่าวถึง
  • การเปลี่ยนแปลงผิดปกติของแหล่งลิงก์

เครื่องมือ SEO ภายนอกสามารถช่วยค้นหาลิงก์ วิเคราะห์ Anchor Text ประเมินเว็บไซต์ต้นทาง และติดตามลิงก์ใหม่หรือลิงก์ที่หายไปได้

อย่างไรก็ตาม ค่าต่าง ๆ เช่น Domain Authority, Domain Rating หรือ Spam Score เป็นเมตริกของผู้ให้บริการเครื่องมือ ไม่ใช่คะแนนที่ Google ใช้โดยตรง จึงควรใช้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว

ก่อนเลือก Backlink แต่ละรายการ ลองตอบคำถามต่อไปนี้

  • เว็บไซต์ต้นทางเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือเนื้อหาหรือไม่
  • มีผู้ใช้งานจริงหรือไม่
  • หน้าที่ใส่ลิงก์ให้ข้อมูลที่มีคุณค่าหรือไม่
  • ลิงก์ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาเพิ่มเติมหรือไม่
  • Anchor Text เป็นธรรมชาติหรือไม่
  • ลิงก์เกิดจากโฆษณาหรือค่าตอบแทนหรือไม่
  • หากมีค่าตอบแทน ได้กำหนด Sponsored หรือ Nofollow หรือไม่
  • หากผู้ใช้เป็นคนโพสต์ ได้กำหนด UGC หรือไม่
  • เว็บไซต์มีลิงก์ขายหรือเนื้อหาสแปมจำนวนมากหรือไม่
  • ลิงก์สามารถสร้างผู้เข้าชมหรือการรับรู้แบรนด์ได้หรือไม่
  • คุณยังต้องการลิงก์นี้หรือไม่ หากไม่มีผลต่ออันดับ SEO

คำถามข้อสุดท้ายช่วยแยกลิงก์ที่มีคุณค่าทางธุรกิจออกจากลิงก์ที่สร้างขึ้นเพื่อหวังผลด้านอันดับเพียงอย่างเดียว

ไม่มีจำนวนตายตัว เพราะสามารถแบ่งได้หลายเกณฑ์ หากแบ่งตามแอตทริบิวต์ที่พบได้บ่อย จะมี Dofollow, Nofollow, Sponsored และ UGC แต่ยังสามารถแบ่งตามวิธีได้รับลิงก์ ตำแหน่ง คุณภาพ และความเกี่ยวข้องได้อีก

ไม่เสมอไป Dofollow จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและมีคุณภาพอาจมีประโยชน์ แต่ Dofollow จากเว็บไซต์สแปมหรือเครือข่ายขายลิงก์ไม่ได้กลายเป็นลิงก์คุณภาพเพียงเพราะไม่มี Nofollow กำกับ

Nofollow สามารถสร้าง Referral Traffic การรับรู้แบรนด์ และโอกาสให้ผู้คนค้นพบเนื้อหา Google มองแอตทริบิวต์ลิงก์เป็น Hint ร่วมกับสัญญาณอื่น จึงไม่ควรสรุปว่า Nofollow ถูกละเว้นอย่างสมบูรณ์ในทุกกรณี

ลิงก์จาก Facebook และ Social Media มีประโยชน์หรือไม่

ลิงก์จาก Social Media ช่วยกระจายเนื้อหา สร้างผู้เข้าชม และเพิ่มโอกาสให้บุคคลอื่นพบและนำข้อมูลไปอ้างอิง คุณค่าไม่ได้จำกัดอยู่ที่การส่งสัญญาณอันดับโดยตรง

Sponsored ใช้ระบุลิงก์ที่เกิดจากโฆษณา การสนับสนุน หรือค่าตอบแทน ส่วน Nofollow ใช้เมื่อไม่ต้องการแสดงการรับรองและไม่เหมาะกับประเภทอื่น สำหรับลิงก์เชิงพาณิชย์ Google แนะนำ Sponsored โดยตรง

Affiliate Link เป็นลิงก์ที่มีความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ จึงควรใช้ rel="sponsored" สามารถใช้ร่วมกับ nofollow ได้หากระบบหรือเว็บไซต์มีเหตุผลรองรับ

ลิงก์ในความคิดเห็นควรใช้ UGC หรือ Nofollow

ลิงก์ที่ผู้ใช้งานโพสต์ในความคิดเห็นหรือเว็บบอร์ดเหมาะกับ rel="ugc" และสามารถใช้ร่วมกับ nofollow ได้ เช่น rel="ugc nofollow" โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังไม่สามารถควบคุมคุณภาพของลิงก์ได้เต็มที่

การซื้อโฆษณา บทความ Sponsored หรือพื้นที่ประชาสัมพันธ์เป็นกิจกรรมทางการตลาดที่ทำได้ แต่ลิงก์ควรถูกระบุเป็น Sponsored หรือ Nofollow ไม่ควรซื้อ Dofollow Link โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมอันดับการค้นหา

ไม่เสมอไป จำนวนลิงก์ไม่สามารถทดแทนคุณภาพเนื้อหา ความเกี่ยวข้อง ประสบการณ์ผู้ใช้ และองค์ประกอบ SEO ด้านอื่นได้ ลิงก์จำนวนมากจากแหล่งคุณภาพต่ำอาจไม่สร้างประโยชน์เท่าลิงก์ที่เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่รายการ

ไม่มีจำนวนมาตรฐานที่เหมาะกับทุกเว็บไซต์ ควรพิจารณาจากขนาดเว็บไซต์ การเผยแพร่เนื้อหา ข่าวสารของธุรกิจ และโอกาสในการได้รับลิงก์จริง ไม่ควรสร้างจำนวนลิงก์ตามสูตรตายตัวโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ

ประเภทของ Backlink สามารถพิจารณาได้หลายมิติ โดย Dofollow, Nofollow, Sponsored และ UGC เป็นการแบ่งตามแอตทริบิวต์และลักษณะของลิงก์

Dofollow เป็นลิงก์ปกติที่ไม่มีแอตทริบิวต์กำกับ Nofollow ใช้เมื่อไม่ต้องการแสดงการรับรอง Sponsored ใช้กับลิงก์โฆษณาหรือมีค่าตอบแทน และ UGC ใช้กับลิงก์ที่ผู้ใช้งานเป็นผู้สร้าง

แต่แอตทริบิวต์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าลิงก์มีคุณภาพหรือไม่ การประเมิน Backlink ควรดูความเกี่ยวข้อง คุณภาพเว็บไซต์ ตำแหน่ง บริบท Anchor Text ผู้ใช้งานจริง และเหตุผลที่ลิงก์นั้นถูกสร้างขึ้นร่วมกัน

กลยุทธ์ที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การสะสม Dofollow ให้มากที่สุด แต่เป็นการสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า ประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง และได้รับการกล่าวถึงจากเว็บไซต์ที่มีเหตุผลเพียงพอจะเชื่อมโยงมายังเนื้อหาของคุณ

Devil Backlink ให้บริการวางแผน Backlink และ Off-page SEO โดยพิจารณาความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์ เนื้อหา Anchor Text และเป้าหมายทางธุรกิจร่วมกัน ไม่เน้นเพียงการเพิ่มจำนวนลิงก์โดยไม่มีทิศทาง

ก่อนเริ่มดำเนินงาน ควรตรวจสอบเว็บไซต์ หน้าที่ต้องการผลักดัน คีย์เวิร์ด คู่แข่ง และโปรไฟล์ Backlink ปัจจุบัน เพื่อเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสถานะของแต่ละเว็บไซต์

ติดต่อ Devil Backlink เพื่อปรึกษาแนวทางสร้าง Backlink และวางแผน SEO สำหรับเว็บไซต์ของคุณ

แหล่งอ้างอิง

ติดต่อเรา

หากคุณสนใจบริการด้านการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ WordPress, SEO, Backlink, Google Maps SEO, Local SEO เราพร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต

ป้ายกำกับ:SEO

บทความ ที่เกี่ยวข้อง

26-1.jpg
เว็บไซต์และเว็บแอป ต่างกันยังไง? เลือกแบบไหนเหมาะก...
หลายคนที่กำลังจะทำระบบออนไลน์ มักสับสนระหว่าง👉 “เว็บไซต์ (Website)”👉 “เว็บแอป ...
26-1.jpg
เว็บไซต์ราคาเท่าไหร่? สรุปงบทำเว็บปีล่าสุด + วิธีเ...
หนึ่งในคำถามที่คนอยากมีเว็บไซต์สงสัยมากที่สุดคือ คำตอบคือ “ไม่มีราคาตายตัว” แต่บ...
26-1.jpg
เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง? เช็กลิสต์สำคัญที่ช่วย...
ในยุคดิจิทัล เว็บไซต์ไม่ได้เป็นแค่ “หน้าตาออนไลน์” ของธุรกิจอีกต่อไป แต่คือเครื่...
26-1.jpg
ทำเว็บไซต์เองหรือจ้างแบบไหนดี? เปรียบเทียบชัด เลือ...
ถ้าคุณกำลังจะมีเว็บไซต์ สิ่งที่ต้องตัดสินใจคือ “ควรทำเว็บไซต์เอง หรือจ้างทำดี?” ...
26-1.jpg
ทำเว็บไซต์ใช้เวลานานแค่ไหน? สรุประยะเวลาจริงตั้งแต...
หนึ่งในคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดคือ 👉 “ทำเว็บไซต์ใช้เวลากี่วัน?”👉 “เริ่มวันน...
26-1.jpg
จ้างทำเว็บไซต์ต้องเตรียมอะไรบ้าง? เช็กลิสต์ครบก่อน...
การจ้างทำเว็บไซต์เป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณได้เว็บไซต์แบบมืออาชีพโดยไม่ต้องลงมือท...
26-1.jpg
วิธีสร้างเว็บไซต์ฟรี ทำเองได้จริง (Step-by-Step)
ในยุคนี้การมีเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แม้คุณจะไม่มีงบมากหรือไม่มีพื้นฐานเ...
26-1.jpg
สร้างเว็บไซต์ต้องมีอะไรบ้าง? (ครบจบในบทความเดียว)
การสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่สิ่งที่หลายคนยังสงสัยคือ บท...
26-1.jpg
โครงสร้างเว็บไซต์คืออะไร? ทำยังไงให้ SEO ดีและติดอ...
การทำเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่คอนเทนต์หรือ Backlink เท่า...
พร้อมที่จะเริ่มต้นหรือยัง?