Keyword คืออะไร? รู้จักคีย์เวิร์ด ประเภท วิธีเลือก และวิธีใช้ทำ SEO

/
/
Keyword คืออะไร? รู้จักคีย์เวิร์ด ประเภท วิธีเลือก และวิธีใช้ทำ SEO
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

คีย์เวิร์ด หรือ Keyword เป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการทำ SEO เพราะเป็นคำหรือวลีที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า ผู้ใช้งานกำลังค้นหาอะไร ต้องการคำตอบแบบไหน และควรสร้างหน้าเว็บไซต์หรือเนื้อหาอย่างไรให้ตอบโจทย์การค้นหานั้น

แต่การทำ SEO ในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการนำ Keyword มาใส่ซ้ำ ๆ ในบทความเพื่อหวังให้อันดับดีขึ้นเท่านั้น การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมต้องพิจารณาทั้งความหมายของคำ เจตนาของผู้ค้นหา ความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ ลักษณะหน้าผลการค้นหา คู่แข่ง และคุณค่าที่เว็บไซต์สามารถมอบให้ผู้ใช้งานได้จริง

สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นศึกษา SEO คืออะไร การเข้าใจ Keyword อย่างถูกต้องจะช่วยให้สามารถวางโครงสร้างเว็บไซต์ วางแผนบทความ และเลือกหน้าที่ต้องการทำอันดับได้เป็นระบบมากขึ้น

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ Keyword คืออะไร ประเภทของคีย์เวิร์ด Search Intent คืออะไร วิธีหา Keyword วิธีประเมินคีย์เวิร์ด ตลอดจนวิธีนำ Keyword ไปใช้กับเว็บไซต์โดยไม่ยัดคำมากเกินไป

หัวข้อ

Keyword คืออะไร?

Keyword คือคำหรือวลีที่ใช้แทนหัวข้อ ความต้องการ ปัญหา สินค้า บริการ หรือสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการค้นหาผ่าน Search Engine

ตัวอย่างเช่น

  • SEO
  • SEO คืออะไร
  • รับทำ SEO
  • ราคา SEO
  • วิธีทำ SEO
  • บริษัทรับทำ SEO กรุงเทพ
  • ตรวจอันดับเว็บไซต์
  • เครื่องมือหา Keyword
  • วิธีเลือก Keyword สำหรับเว็บไซต์ใหม่

แม้ทุกตัวอย่างจะเกี่ยวข้องกับ SEO แต่ผู้ค้นหาแต่ละคำอาจมีความต้องการไม่เหมือนกัน

ผู้ที่ค้นหา “SEO คืออะไร” มักต้องการข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจหัวข้อ

ผู้ที่ค้นหา “ราคา SEO” อาจกำลังเปรียบเทียบงบประมาณ

ส่วนผู้ที่ค้นหา “บริษัทรับทำ SEO” มีแนวโน้มอยู่ใกล้ขั้นตอนการเลือกผู้ให้บริการมากกว่า

ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่แค่คำว่า Keyword แต่ต้องเข้าใจว่า ความต้องการที่อยู่เบื้องหลัง Keyword นั้นคืออะไร

Keyword กับ Search Query ต่างกันอย่างไร?

คำว่า Keyword และ Search Query มักถูกใช้แทนกัน แต่ในทางปฏิบัติมีความหมายต่างกันเล็กน้อย

Keyword คือคำหรือหัวข้อที่นักการตลาด เจ้าของเว็บไซต์ หรือผู้ทำ SEO ใช้สำหรับวางแผนและจัดกลุ่มการค้นหา

ส่วน Search Query คือข้อความที่ผู้ใช้พิมพ์หรือพูดลงใน Search Engine จริง ๆ

ตัวอย่าง:

Keyword ที่เราวางแผนไว้คือ

“ทำเว็บไซต์”

แต่ Search Query จริงของผู้ใช้อาจเป็น

  • ทำเว็บไซต์บริษัท ราคาเท่าไหร่
  • ทำเว็บไซต์เองยากไหม
  • จ้างทำเว็บไซต์ที่ไหนดี
  • อยากทำเว็บขายของต้องเริ่มยังไง
  • ทำเว็บไซต์ WordPress ใช้งบเท่าไหร่

ดังนั้น Keyword หนึ่งคำสามารถครอบคลุม Search Query ได้หลายรูปแบบ

การทำ SEO ที่ดีจึงไม่ควรสร้างเนื้อหาโดยยึด Exact Keyword เพียงประโยคเดียว แต่ควรครอบคลุมคำถามและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นด้วย

ทำไม Keyword จึงสำคัญกับ SEO?

Keyword มีบทบาทในการช่วยเชื่อมระหว่างสิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังค้นหา กับเนื้อหาที่เว็บไซต์นำเสนอ

1. ช่วยให้เข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

Keyword Research ทำให้เราทราบว่าผู้คนใช้คำแบบไหนในการค้นหาสินค้า บริการ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

บางครั้งคำที่เจ้าของธุรกิจใช้เรียกผลิตภัณฑ์อาจไม่เหมือนคำที่ลูกค้าใช้ค้นหาจริง

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาจใช้ศัพท์เฉพาะในอุตสาหกรรม แต่ผู้ใช้งานทั่วไปอาจค้นหาด้วยภาษาที่ง่ายกว่า

Keyword Research จึงช่วยลดช่องว่างระหว่างภาษาองค์กรกับภาษาของผู้ค้นหา

2. ช่วยกำหนดหัวข้อเนื้อหา

เมื่อทราบว่าผู้ใช้งานสนใจอะไร เราสามารถนำ Keyword มาวาง Content Plan ได้ เช่น

Keyword หลัก:

Backlink

Supporting Keywords:

  • Backlink คืออะไร
  • Backlink มีกี่ประเภท
  • Backlink คุณภาพ
  • วิธีสร้าง Backlink
  • Anchor Text
  • Backlink Checker
  • ซื้อ Backlink ดีไหม

จากนั้นสามารถพัฒนาเป็น Content Cluster แทนการยัดทุกหัวข้อไว้ในบทความเดียว

3. ช่วยกำหนดประเภทของหน้าเว็บไซต์

Keyword บางคำเหมาะกับบทความให้ความรู้ ขณะที่บางคำเหมาะกับหน้าบริการหรือหน้าสินค้า

ตัวอย่าง:

Keywordหน้าเหมาะสม
SEO คืออะไรบทความ
วิธีทำ SEOคู่มือ
รับทำ SEOหน้าบริการ
ราคา SEOหน้าราคา/บริการ
บริษัท SEOLanding Page
SEO Checklistบทความ/ดาวน์โหลด
เครื่องมือ SEOบทความเปรียบเทียบ

ถ้าใช้หน้าผิดประเภท แม้เนื้อหาจะดี ก็อาจแข่งขันได้ยากเพราะไม่ตรง Search Intent

4. ช่วยสร้างโครงสร้างเว็บไซต์

หลังจากจัดกลุ่ม Keyword แล้ว เราสามารถกำหนด Pillar Page, Supporting Content และหน้าบริการได้ชัดเจนขึ้น

เรื่องนี้สัมพันธ์โดยตรงกับ โครงสร้างเว็บไซต์สำหรับ SEO เพราะเว็บไซต์ที่มีหลายบทความแต่ไม่มีการจัดกลุ่มเนื้อหา อาจทำให้ทั้งผู้ใช้งานและ Search Engine เข้าใจความสัมพันธ์ของแต่ละหน้าได้ยาก

5. ช่วยวัดผล SEO

เมื่อกำหนด Keyword Target ของแต่ละหน้าแล้ว สามารถติดตามผลจาก

  • Impressions
  • Clicks
  • CTR
  • Average Position
  • Organic Traffic
  • Conversion
  • Leads
  • Sales

ข้อมูลจริงเกี่ยวกับคำค้นหาที่เว็บไซต์ปรากฏใน Google สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมผ่าน Google Search Console

ประเภทของ Keyword มีอะไรบ้าง?

Keyword สามารถแบ่งได้หลายวิธี ไม่มีการแบ่งเพียงระบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกกรณี

วิธีที่นิยมคือแบ่งตามความยาว Search Intent และลักษณะของคำ

แบ่ง Keyword ตามความยาว

Short-tail Keyword

เป็นคำกว้างและมักสั้น เช่น

  • SEO
  • Backlink
  • Website
  • Hosting
  • รถยนต์
  • บ้าน

ข้อดีคือเป็นหัวข้อใหญ่และอาจมีผู้ค้นหาจำนวนมาก

ข้อเสียคือ Search Intent มักกว้างและมีการแข่งขันสูง

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ค้นหา “SEO” อาจต้องการรู้ความหมาย หาคอร์ส เรียน SEO หาเครื่องมือ หรือกำลังมองหาบริษัท SEO ก็ได้

Mid-tail Keyword

มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น

  • วิธีทำ SEO
  • โปรแกรมเช็ก Backlink
  • ราคาเว็บไซต์ WordPress
  • เครื่องมือ Keyword
  • วิธีเลือก Hosting

Search Intent มักชัดกว่า Short-tail Keyword

Long-tail Keyword

เป็นคำค้นหาที่มีรายละเอียดเฉพาะมากขึ้น เช่น

  • วิธีทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ใหม่
  • เครื่องมือหา Keyword ฟรีสำหรับมือใหม่
  • รับทำเว็บไซต์ WordPress สำหรับบริษัท
  • วิธีตรวจ Backlink คู่แข่งด้วย Ahrefs

Long-tail Keyword ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นประโยคที่มีจำนวนคำมากเสมอไป จุดสำคัญคือ ความเฉพาะเจาะจงของความต้องการ

Long-tail Keyword หลายคำมี Search Volume ต่ำกว่าคำกว้าง แต่สามารถมี Search Intent ที่ชัดเจนและแข่งขันได้ตรงจุดกว่า

แบ่ง Keyword ตาม Search Intent

Search Intent คือวัตถุประสงค์หรือความต้องการเบื้องหลังการค้นหา

โดยทั่วไปสามารถแบ่งเพื่อใช้วางแผน SEO ได้ประมาณ 4 กลุ่ม

1. Informational Keyword

ผู้ใช้ต้องการข้อมูล ความรู้ หรือคำตอบ

ตัวอย่าง:

  • Keyword คืออะไร
  • Backlink คืออะไร
  • SEO ทำงานอย่างไร
  • WordPress คืออะไร
  • Sitemap คืออะไร

เนื้อหาที่เหมาะสมมักเป็นบทความ คู่มือ หรือ FAQ

2. Navigational Keyword

ผู้ใช้ต้องการไปยังเว็บไซต์ แบรนด์ หรือบริการที่รู้จักอยู่แล้ว

ตัวอย่าง:

  • Facebook login
  • Google Search Console
  • Ahrefs
  • Semrush
  • Devil Backlink

ผู้ใช้อาจไม่ได้ต้องการอ่านบทความเปรียบเทียบ แต่ต้องการไปยังปลายทางโดยตรง

3. Commercial Investigation Keyword

ผู้ใช้กำลังศึกษาและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ

ตัวอย่าง:

  • Ahrefs vs Semrush
  • เครื่องมือ SEO ที่ดีที่สุด
  • SEO ราคาเท่าไหร่
  • WordPress vs Wix
  • Hosting เจ้าไหนดี
  • ซื้อ Backlink ดีไหม

เนื้อหาที่เหมาะสมอาจเป็นบทความเปรียบเทียบ รีวิว ตารางราคา หรือคู่มือก่อนซื้อ

4. Transactional Keyword

ผู้ใช้มีแนวโน้มต้องการดำเนินการ เช่น ซื้อ สมัคร จอง หรือติดต่อ

ตัวอย่าง:

  • รับทำ SEO
  • จ้างทำเว็บไซต์
  • ซื้อ Hosting
  • สมัคร Ahrefs
  • รับทำ Backlink

Keyword กลุ่มนี้มักเหมาะกับ Landing Page, Product Page หรือ Service Page มากกว่าบทความให้ความรู้ทั่วไป

Search Intent สำคัญกว่า Search Volume หรือไม่?

ทั้งสองอย่างมีประโยชน์ แต่ใช้ตอบคำถามต่างกัน

Search Volume ช่วยบอกว่าคำหนึ่งมีระดับการค้นหาโดยประมาณเท่าใด

ส่วน Search Intent ช่วยตอบว่า ผู้ค้นหาต้องการอะไร

ถ้าคุณเลือก Keyword ที่มี Search Volume สูง แต่สร้างหน้าที่ไม่ตรงความต้องการของผู้ค้นหา โอกาสแข่งขันอาจต่ำกว่าการเลือกคำที่มี Volume น้อยกว่าแต่ตรงกับธุรกิจและ Intent มากกว่า

ดังนั้นไม่ควรเลือก Keyword จาก Search Volume เพียงตัวเลขเดียว

Keyword Metrics ที่ควรดูมีอะไรบ้าง?

เครื่องมือ SEO แต่ละตัวอาจใช้คำเรียกหรือวิธีคำนวณต่างกัน แต่ข้อมูลหลักที่นิยมใช้ประกอบการตัดสินใจมีดังนี้

Search Volume

จำนวนการค้นหาโดยประมาณในช่วงเวลาหนึ่ง

ควรจำไว้ว่านี่เป็น ค่าประมาณ และข้อมูลจากเครื่องมือแต่ละแห่งอาจไม่เท่ากัน

Google Keyword Planner เองก็ให้ข้อมูลการค้นหาโดยประมาณ รวมถึงข้อมูลที่ใช้วางแผนแคมเปญ Search

Keyword Difficulty

ค่าประเมินความยากในการแข่งขันของ Keyword จากเครื่องมือ SEO

ตัวเลขนี้ไม่ใช่คะแนนที่ Google ใช้ในการจัดอันดับ และสูตรของแต่ละเครื่องมือแตกต่างกัน

จึงไม่ควรสรุปว่า Keyword Difficulty ต่ำ = ติดอันดับง่ายเสมอ

CPC

Cost Per Click คือค่าใช้จ่ายโดยประมาณต่อคลิกในระบบโฆษณา

CPC ที่สูงอาจสะท้อนว่ามีผู้ลงโฆษณาแข่งขันใน Keyword นั้น แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวแทนมูลค่าทาง SEO โดยตรง

Traffic Potential

คีย์เวิร์ดหนึ่งคำอาจมี Search Volume ไม่สูงมาก แต่หน้าที่ติดอันดับสามารถได้รับ Traffic จาก Related Keywords อีกจำนวนมาก

ดังนั้นควรประเมินศักยภาพของ หัวข้อทั้งหน้า ไม่ใช่ดูเพียง Keyword หลักคำเดียว

Business Value

ถามว่า หากเว็บไซต์ติดอันดับคำนี้แล้ว มีโอกาสช่วยธุรกิจหรือไม่

ตัวอย่างเช่น บริษัทรับทำเว็บไซต์อาจให้ความสำคัญกับ

“เว็บไซต์บริษัท ราคา”

มากกว่า Keyword ที่มี Volume สูงแต่ไม่เกี่ยวข้องกับบริการเลย

Seed Keyword คืออะไร?

Seed Keyword คือคำตั้งต้นที่ใช้สำหรับค้นหา Keyword อื่นต่อ

ตัวอย่างธุรกิจ SEO:

Seed Keywords:

  • SEO
  • Backlink
  • Keyword
  • Google
  • Website

จากนั้นนำไปค้นหาคำที่เกี่ยวข้อง เช่น

SEO →

  • SEO คืออะไร
  • SEO ราคา
  • SEO Audit
  • Technical SEO
  • Local SEO
  • SEO Tools
  • SEO Checklist

Backlink →

  • Backlink คืออะไร
  • Backlink คุณภาพ
  • Anchor Text
  • Backlink Checker
  • Guest Posting
  • PBN
  • ซื้อ Backlink

การเริ่มจาก Seed Keyword ช่วยให้ Keyword Research เป็นระบบกว่าการคิดหัวข้อแบบสุ่ม

วิธีหา Keyword สำหรับทำ SEO

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดสินค้า บริการ และกลุ่มเป้าหมาย

ก่อนเปิดเครื่องมือ SEO ให้ตอบคำถามก่อนว่า

  • เว็บไซต์ขายอะไร
  • ให้บริการอะไร
  • ลูกค้าเป็นใคร
  • ลูกค้ามีปัญหาอะไร
  • ลูกค้าถามอะไรบ่อย
  • ก่อนซื้อ ลูกค้าต้องศึกษาข้อมูลอะไร
  • หลังซื้อ ลูกค้ามีคำถามอะไร

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเป็น Seed Keyword ได้ทันที

ขั้นตอนที่ 2 ค้นหาคำที่ผู้ใช้งานใช้จริง

สามารถใช้หลายแหล่งร่วมกัน เช่น

  • Google Search
  • Google Search Console
  • Google Keyword Planner
  • Google Trends
  • ข้อมูล Search ภายในเว็บไซต์
  • คำถามจากฝ่ายขาย
  • FAQ จากลูกค้า
  • เว็บไซต์คู่แข่ง
  • Forum หรือ Community ที่เกี่ยวข้อง
  • เครื่องมือ SEO

Google Keyword Planner สามารถช่วยค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือเว็บไซต์ และแสดงข้อมูลการค้นหาโดยประมาณ

สำหรับเครื่องมืออื่น สามารถดูเพิ่มเติมจาก 7 เครื่องมือค้นหา Keyword SEO

ขั้นตอนที่ 3 วิเคราะห์คู่แข่ง

ตรวจสอบเว็บไซต์ที่ติดอันดับใน Keyword ที่ต้องการ

ดูว่า

  • หน้าแบบไหนติดอันดับ
  • เป็นบทความหรือหน้าบริการ
  • เนื้อหาครอบคลุมหัวข้ออะไร
  • มี Subtopic อะไรบ้าง
  • เว็บไซต์ประเภทใดติดอันดับ
  • Search Intent คืออะไร

สามารถใช้ Ahrefs หรือ Semrush เพื่อช่วยค้นหาคีย์เวิร์ด คู่แข่ง และช่องว่างของเนื้อหาได้

แต่ข้อมูลจากเครื่องมือควรถูกใช้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ขั้นตอนที่ 4 ตรวจ SERP

SERP หรือ Search Engine Results Page คือหน้าผลการค้นหา

ลองค้นหา Keyword แล้วดูผลลัพธ์จริง

ตัวอย่าง Keyword:

“Keyword คืออะไร”

ถ้าผลลัพธ์ส่วนใหญ่เป็นบทความให้ความรู้ แสดงว่า Intent มีแนวโน้มเป็น Informational

แต่หากค้นหา

“รับทำ SEO”

แล้วผลลัพธ์ส่วนใหญ่เป็นหน้าบริษัทหรือ Service Page การเขียนบทความ “รับทำ SEO คืออะไร” อาจไม่ตรงกับ Intent เท่าหน้าบริการ

ขั้นตอนที่ 5 จัดกลุ่ม Keyword

อย่าสร้างหนึ่งบทความต่อหนึ่ง Keyword โดยอัตโนมัติ

ควรรวมคำที่มี Search Intent เดียวกันไว้ในหน้าเดียว

ตัวอย่าง:

  • Keyword คืออะไร
  • คีย์เวิร์ดคืออะไร
  • Keyword หมายถึง
  • Keyword SEO คืออะไร

ทั้งสี่คำมีความหมายใกล้เคียงกันและสามารถตอบด้วยบทความเดียวกัน

แต่

  • Keyword คืออะไร
  • เครื่องมือหา Keyword
  • Keyword Research
  • Keyword Planner

อาจสมควรแยกเป็นเนื้อหาเฉพาะ หากแต่ละหัวข้อมี Search Intent และขอบเขตเนื้อหาต่างกันชัดเจน

Keyword Cannibalization คืออะไร?

Keyword Cannibalization คือสถานการณ์ที่หลายหน้าในเว็บไซต์แข่งขันกันเองใน Keyword หรือ Search Intent เดียวกัน

ตัวอย่าง:

  • /keyword/
  • /what-is-keyword/
  • /keyword-seo/
  • /keyword-meaning/

ถ้าทั้งหมดตอบคำถาม “Keyword คืออะไร” แทบเหมือนกัน การสร้างหลายหน้าอาจทำให้เว็บไซต์ไม่มีหน้าหลักที่ชัดเจน

ทางแก้ไม่ใช่ใส่ Keyword ต่างกันเล็กน้อย แต่ควรพิจารณา

  • รวมบทความ
  • Redirect หน้าเดิม
  • เปลี่ยน Search Intent
  • ปรับ Internal Link
  • กำหนดบทบาทของแต่ละหน้าให้ชัด

Primary Keyword และ Secondary Keyword คืออะไร?

Primary Keyword

Keyword หลักที่สะท้อนหัวข้อสำคัญที่สุดของหน้า

สำหรับบทความนี้ Primary Keyword คือ

Keyword คืออะไร

Secondary Keyword

คำที่สนับสนุนหัวข้อหลัก เช่น

  • Keyword
  • คีย์เวิร์ด
  • Keyword SEO
  • ประเภทของ Keyword
  • Keyword Research
  • Search Intent
  • Long-tail Keyword

Secondary Keyword ไม่จำเป็นต้องถูกใส่ทุกคำตามจำนวนครั้งที่กำหนด

ควรเขียนเนื้อหาให้ครอบคลุมประเด็น และใช้คำเหล่านั้นเมื่อเข้ากับบริบทจริง

ควรใส่ Keyword ตรงไหนของบทความ?

Keyword สามารถปรากฏในองค์ประกอบสำคัญของหน้าได้ตามธรรมชาติ เช่น

Title Tag

Title ควรอธิบายหัวข้อของหน้าให้ชัด

ตัวอย่าง:

Keyword คืออะไร? ประเภท วิธีเลือก และวิธีใช้คีย์เวิร์ดทำ SEO

สามารถศึกษาโครงสร้างเพิ่มเติมจากบทความ Meta Title คืออะไร

H1

ควรสะท้อนหัวข้อหลักของหน้าอย่างชัดเจน และไม่จำเป็นต้องเหมือน Title Tag ทุกคำ

Heading

ใช้ Heading เพื่อแบ่งเนื้อหาเป็น Subtopic ไม่ใช่เพื่อยัด Keyword

ดูหลักการเพิ่มเติมจาก Heading Tag คืออะไร

บทนำ

ควรอธิบายหัวข้อให้ผู้อ่านเข้าใจเร็วว่า หน้านี้กำลังตอบคำถามอะไร

เนื้อหา

ใช้ Keyword และคำที่เกี่ยวข้องเมื่อเหมาะกับประโยค

URL

URL ควรสั้นและสื่อความหมาย

สำหรับบทความนี้

/keyword/

ถือว่ากระชับและสามารถใช้ต่อได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน URL เพื่อเพิ่มคำอื่น

สามารถใช้ Keyword หรือคำที่อธิบายปลายทางเป็น Anchor Text ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ Exact Match ทุกครั้ง

ตัวอย่าง:

  • อ่านพื้นฐานเรื่อง SEO
  • คู่มือ Google Search Console
  • เครื่องมือค้นหา Keyword
  • วิธีวางโครงสร้างเว็บไซต์

Anchor Text ควรช่วยให้ผู้ใช้งานรู้ว่าจะไปเจออะไรหลังคลิก

Keyword Density ต้องกี่เปอร์เซ็นต์?

ไม่มีเปอร์เซ็นต์ Keyword Density ที่รับประกันอันดับ SEO

การพยายามทำให้ Keyword Density ถึงตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งอาจทำให้เนื้อหาอ่านไม่เป็นธรรมชาติ

ตัวอย่างที่ควรหลีกเลี่ยง:

“Keyword คือสิ่งสำคัญ หากต้องการหา Keyword ต้องเลือก Keyword ที่ดี เพราะ Keyword ช่วย SEO และการใช้ Keyword ที่เหมาะสมจะช่วยให้ Keyword ติดอันดับ”

แม้มีคำว่า Keyword จำนวนมาก แต่ประโยคแทบไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้ผู้อ่าน

ควรเขียนให้เป็นธรรมชาติ เช่น

“การเลือกคีย์เวิร์ดควรเริ่มจาก Search Intent และความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ ก่อนนำ Search Volume และข้อมูลจากเครื่องมือมาประกอบการตัดสินใจ”

Keyword Stuffing คืออะไร?

Keyword Stuffing คือการใส่คำสำคัญซ้ำอย่างผิดธรรมชาติ เพื่อพยายามทำให้ Search Engine มองว่าหน้าเกี่ยวข้องกับ Keyword นั้นมากขึ้น

ลักษณะที่พบได้ เช่น

  • ใส่ Keyword ซ้ำทุกย่อหน้า
  • ใส่คำจำนวนมากใน Footer
  • ใส่รายชื่อจังหวัดจำนวนมากโดยไม่มีเนื้อหา
  • เขียนประโยคผิดธรรมชาติเพื่อ Exact Match
  • ซ่อน Keyword ในหน้า
  • ใส่ Keyword ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือสร้างเนื้อหาที่ตอบ Search Intent และครอบคลุมหัวข้ออย่างเพียงพอ

ตัวอย่างการวาง Keyword สำหรับเว็บไซต์จริง

สมมติธุรกิจคือบริษัทรับทำเว็บไซต์

Pillar Topic

เว็บไซต์

Informational Keywords

  • เว็บไซต์คืออะไร
  • เว็บไซต์มีกี่ประเภท
  • Domain คืออะไร
  • Hosting คืออะไร
  • CMS คืออะไร
  • WordPress คืออะไร

Commercial Keywords

  • ทำเว็บไซต์ราคาเท่าไหร่
  • WordPress vs Wix
  • ทำเว็บไซต์เองหรือจ้าง
  • บริษัททำเว็บไซต์ที่ไหนดี

Transactional Keywords

  • รับทำเว็บไซต์
  • จ้างทำเว็บไซต์บริษัท
  • รับทำเว็บไซต์ WordPress

จากนั้นเชื่อมบทความให้ความรู้ไปยังบทความที่เกี่ยวข้องและหน้าบริการตามธรรมชาติ

นี่มีประสิทธิภาพมากกว่าการสร้างบทความ 50 หน้าแล้วพยายามให้ทุกหน้าติด Keyword “รับทำเว็บไซต์”

วิธีเลือก Keyword ที่เหมาะกับเว็บไซต์ใหม่

เว็บไซต์ใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก Keyword ที่ Search Volume สูงที่สุด

ควรเลือกคำที่มีคุณสมบัติประมาณนี้

  1. เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง
  2. เว็บไซต์มีความรู้หรือทรัพยากรเพียงพอที่จะตอบหัวข้อนั้น
  3. Search Intent ชัด
  4. สามารถสร้างเนื้อหาที่ดีกว่าหรือแตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่ได้
  5. เชื่อมต่อกับหัวข้ออื่นในเว็บไซต์ได้
  6. มีโอกาสสร้าง Traffic หรือผลลัพธ์ทางธุรกิจ
  7. ระดับการแข่งขันเหมาะกับทรัพยากรที่มี

หลังจากเว็บไซต์สร้าง Topical Coverage มากขึ้น จึงค่อยขยายไปยัง Keyword ที่กว้างและแข่งขันสูงขึ้นได้

Search Volume ต่ำควรทำหรือไม่?

ควรทำได้ หาก Keyword มีประโยชน์กับธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น Keyword ที่มีผู้ค้นหาไม่มาก แต่อยู่ใกล้ขั้นตอนซื้อ อาจสร้างมูลค่าได้มากกว่าคำกว้างที่มี Traffic สูง

ตัวอย่าง:

“ราคา SEO สำหรับเว็บไซต์ E-commerce”

อาจมี Volume ต่ำกว่า

“SEO”

แต่ความต้องการของผู้ค้นหาชัดกว่าอย่างมาก

ดังนั้น SEO ไม่ควรวัดจาก Traffic อย่างเดียว

Search Volume จากเครื่องมือตรงกับจำนวนคนค้นหาจริงหรือไม่?

ไม่ควรมองว่าเป็นจำนวนจริงแบบ 1:1

เครื่องมือต่าง ๆ ใช้แหล่งข้อมูล วิธีจัดกลุ่ม Keyword ประเทศ อุปกรณ์ และโมเดลการประมาณต่างกัน

จึงเป็นเรื่องปกติที่ Search Volume ของ Keyword เดียวกันใน Ahrefs, Semrush หรือ Keyword Planner จะแตกต่างกัน

ให้ใช้ข้อมูลเหล่านี้สำหรับ เปรียบเทียบและตัดสินใจ มากกว่ามองว่าเป็นยอดผู้ค้นหาที่แน่นอน

ใช้ Google Keyword Planner หา Keyword ได้อย่างไร?

Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือใน Google Ads ที่สามารถใช้

  • Discover new keywords
  • ค้นหา Keyword จากสินค้า บริการ หรือเว็บไซต์
  • ดู Average Monthly Searches โดยประมาณ
  • ดูข้อมูล Bid
  • วาง Keyword Plan
  • ดู Forecast สำหรับแคมเปญ Search

สามารถเริ่มจาก Seed Keyword หรือใส่เว็บไซต์เพื่อหาแนวคิดคำค้นเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม Keyword Planner ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยวางแผน Google Ads เป็นหลัก ดังนั้นผู้ทำ SEO ควรนำข้อมูลมาประกอบกับ SERP, Search Intent และข้อมูล Search Console อีกครั้ง

แหล่งข้อมูล: Google Keyword Planner

Keyword Research กับ Google Search Console ต่างกันอย่างไร?

Keyword Research Tools มักช่วยค้นหา โอกาสใหม่

ส่วน Search Console ช่วยให้เห็น ข้อมูลจากเว็บไซต์ของเราเอง

ตัวอย่างข้อมูล Search Console:

  • Query ที่เว็บไซต์แสดงผล
  • Impressions
  • Clicks
  • CTR
  • Average Position
  • Page ที่ได้รับการแสดงผล

ดังนั้น Workflow ที่ดีคือ

Keyword Research → สร้าง/ปรับ Content → Publish → ตรวจข้อมูลจริงจาก Search Console → ปรับ Content

ไม่ควรหยุดการทำ Keyword Research หลังบทความเผยแพร่

Internal Link ช่วยเชื่อมโยงเนื้อหาที่มีความสัมพันธ์กัน

ตัวอย่างใน Keyword Cluster:

บทความ Keyword คืออะไร

เชื่อมไปยัง

แต่ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกลิงก์ไว้ติดกันเป็นกล่องขนาดใหญ่เสมอไป

การวางลิงก์ในประโยคที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความสัมพันธ์ของเนื้อหาได้ดีกว่า

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือก Keyword

เลือกจาก Search Volume อย่างเดียว

Volume สูงไม่ได้หมายความว่า Keyword เหมาะกับธุรกิจ

ไม่ดู Search Intent

ทำให้สร้างผิดประเภทหน้า เช่น ใช้บทความแข่งขันกับ Keyword ที่ SERP เป็นหน้าสินค้าทั้งหมด

สร้างหนึ่งบทความต่อ Keyword

ทำให้เกิดหน้าเนื้อหาซ้ำและ Keyword Cannibalization

เลือกแต่ Keyword ที่แข่งขันสูง

เว็บไซต์ใหม่อาจใช้ทรัพยากรมากแต่ยังไม่สามารถแข่งขันได้

เลือกแต่ Keyword Difficulty ต่ำ

KD ต่ำไม่ได้แปลว่าคำดังกล่าวมีคุณค่าหรือเหมาะกับธุรกิจ

Copy Keyword คู่แข่งทั้งหมด

คู่แข่งแต่ละรายอาจมีสินค้า กลุ่มลูกค้า Authority และกลยุทธ์ต่างกัน

ใส่ Exact Match มากเกินไป

ทำให้เนื้อหาอ่านไม่เป็นธรรมชาติและไม่ได้ช่วยตอบคำถามผู้ใช้เพิ่มขึ้น

ไม่ติดตามข้อมูลหลังเผยแพร่

Keyword ที่เราวางแผนไว้ก่อนเผยแพร่อาจไม่ใช่ Query หลักที่ได้รับ Traffic จริง

ควรกลับมาตรวจ Search Console และปรับปรุงบทความตามข้อมูล

Checklist เลือก Keyword ก่อนสร้างบทความ

ก่อนสร้างหน้าใหม่ ลองตอบคำถามต่อไปนี้

  • Keyword เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือไม่?
  • คนค้นหาต้องการอะไร?
  • SERP ปัจจุบันเป็นหน้าแบบใด?
  • เว็บไซต์เราควรสร้างบทความ หน้าสินค้า หรือหน้าบริการ?
  • มีหน้าเดิมตอบ Intent นี้อยู่แล้วหรือไม่?
  • Keyword นี้ควรรวมกับคำอื่นหรือแยกหน้า?
  • เราสามารถสร้างข้อมูลที่ดีกว่าเดิมได้หรือไม่?
  • มี Internal Link จากหน้าอื่นมาสนับสนุนหรือไม่?
  • หน้านี้สามารถเชื่อมไป Content Cluster ไหน?
  • จะใช้ตัวชี้วัดอะไรประเมินผลหลังเผยแพร่?

หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ การเลือก Keyword จะมีเหตุผลมากกว่าการเลือกจากตัวเลข Search Volume เพียงอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Keyword

Keyword คืออะไรแบบง่าย ๆ?

Keyword คือคำหรือวลีที่ใช้แทนสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการค้นหา และเป็นข้อมูลที่เจ้าของเว็บไซต์สามารถนำมาวางแผนเนื้อหาและ SEO

Keyword สำคัญกับ SEO ไหม?

สำคัญ แต่ไม่ใช่การใส่คำซ้ำจำนวนมาก Keyword ช่วยให้เข้าใจหัวข้อและ Search Intent เพื่อสร้างหน้าที่ตอบโจทย์ผู้ค้นหา

หนึ่งบทความควรมี Keyword กี่คำ?

ไม่มีจำนวนตายตัว ควรมีหัวข้อหลักที่ชัด และครอบคลุมคำหรือ Subtopic ที่เกี่ยวข้องโดยธรรมชาติ

Keyword Density ควรเท่าไหร่?

ไม่มีเปอร์เซ็นต์ตายตัวที่รับประกันอันดับ ควรเน้นความชัดเจน ความครบถ้วน และการอ่านเป็นธรรมชาติ

Search Volume สูงดีกว่าเสมอหรือไม่?

ไม่เสมอ Keyword Volume ต่ำแต่ Search Intent ชัดและสัมพันธ์กับธุรกิจอาจสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า

Long-tail Keyword ดีไหม?

เหมาะกับหลายกรณี โดยเฉพาะเมื่อผู้ค้นหามีความต้องการเฉพาะเจาะจง แต่ควรประเมิน Search Intent และ Business Value ร่วมด้วย

Keyword Difficulty คือคะแนนของ Google หรือไม่?

ไม่ใช่ เป็น Metric ที่เครื่องมือ SEO แต่ละรายสร้างขึ้นเองเพื่อช่วยประเมินการแข่งขัน

ต้องใช้เครื่องมือเสียเงินเพื่อหา Keyword ไหม?

ไม่จำเป็น สามารถเริ่มจาก Google Search, Search Console, Keyword Planner, Trends, คำถามจากลูกค้า และข้อมูลธุรกิจ แล้วค่อยใช้เครื่องมืออย่าง Ahrefs หรือ Semrush เมื่อจำเป็น

Keyword กับ Search Intent อะไรสำคัญกว่า?

ควรใช้ร่วมกัน Keyword บอกหัวข้อที่ผู้ใช้ค้นหา ส่วน Search Intent ช่วยอธิบายว่าผู้ค้นหาต้องการผลลัพธ์ประเภทใด

ใส่ Keyword ในทุก Heading ดีไหม?

ไม่จำเป็น Heading ควรใช้เพื่อจัดโครงสร้างและอธิบาย Subtopic การพยายามใส่ Exact Keyword ในทุก Heading อาจทำให้บทความอ่านผิดธรรมชาติ

สรุป

Keyword คือคำหรือวลีที่สะท้อนหัวข้อหรือความต้องการของผู้ค้นหา และเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์วางแผน SEO และ Content ได้อย่างมีระบบ

อย่างไรก็ตาม การทำ Keyword Research ที่ดีไม่ควรจบที่การเลือกคำ Search Volume สูง แต่ควรพิจารณาร่วมกันทั้ง

  • Search Intent
  • ความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ
  • SERP
  • Search Volume
  • Competition
  • Business Value
  • Content Type
  • Website Structure
  • Internal Link
  • ข้อมูลจริงจาก Search Console

เมื่อเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้ Keyword จะไม่ได้เป็นเพียง “คำที่ต้องใส่ในบทความ” แต่กลายเป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจว่าเว็บไซต์ควรสร้างเนื้อหาอะไร จัดโครงสร้างอย่างไร และเชื่อมแต่ละหน้าเข้าหากันอย่างไร

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผน SEO ขั้นต่อไปสามารถศึกษา เครื่องมือค้นหา Keyword SEO เพื่อดูตัวเลือกสำหรับ Keyword Research หรือเริ่มจากพื้นฐานในบทความ SEO คืออะไร เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการ SEO โดยรวม

แหล่งอ้างอิง

ติดต่อเรา

หากคุณสนใจบริการด้านการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ WordPress, SEO, Backlink, Google Maps SEO, Local SEO เราพร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต

ป้ายกำกับ:Devil Backlink

บทความ ที่เกี่ยวข้อง

26-1.jpg
เว็บไซต์และเว็บแอป ต่างกันยังไง? เลือกแบบไหนเหมาะก...
หลายคนที่กำลังจะทำระบบออนไลน์ มักสับสนระหว่าง👉 “เว็บไซต์ (Website)”👉 “เว็บแอป ...
26-1.jpg
เว็บไซต์ราคาเท่าไหร่? สรุปงบทำเว็บปีล่าสุด + วิธีเ...
หนึ่งในคำถามที่คนอยากมีเว็บไซต์สงสัยมากที่สุดคือ คำตอบคือ “ไม่มีราคาตายตัว” แต่บ...
26-1.jpg
เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอะไรบ้าง? เช็กลิสต์สำคัญที่ช่วย...
ในยุคดิจิทัล เว็บไซต์ไม่ได้เป็นแค่ “หน้าตาออนไลน์” ของธุรกิจอีกต่อไป แต่คือเครื่...
26-1.jpg
ทำเว็บไซต์เองหรือจ้างแบบไหนดี? เปรียบเทียบชัด เลือ...
ถ้าคุณกำลังจะมีเว็บไซต์ สิ่งที่ต้องตัดสินใจคือ “ควรทำเว็บไซต์เอง หรือจ้างทำดี?” ...
26-1.jpg
ทำเว็บไซต์ใช้เวลานานแค่ไหน? สรุประยะเวลาจริงตั้งแต...
หนึ่งในคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดคือ 👉 “ทำเว็บไซต์ใช้เวลากี่วัน?”👉 “เริ่มวันน...
26-1.jpg
จ้างทำเว็บไซต์ต้องเตรียมอะไรบ้าง? เช็กลิสต์ครบก่อน...
การจ้างทำเว็บไซต์เป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณได้เว็บไซต์แบบมืออาชีพโดยไม่ต้องลงมือท...
26-1.jpg
วิธีสร้างเว็บไซต์ฟรี ทำเองได้จริง (Step-by-Step)
ในยุคนี้การมีเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แม้คุณจะไม่มีงบมากหรือไม่มีพื้นฐานเ...
26-1.jpg
สร้างเว็บไซต์ต้องมีอะไรบ้าง? (ครบจบในบทความเดียว)
การสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่สิ่งที่หลายคนยังสงสัยคือ บท...
พร้อมที่จะเริ่มต้นหรือยัง?